รู้จัก “แบตเตอรี่ใหม่” ในรถยนต์ไฟฟ้า Toyota ชาร์จ 0-100% ใน 10 นาที รถวิ่งไกลถึง 500 กม.
ถึงแม้ Toyota จะเป็นผู้นำทางด้านเครื่องยนต์ไฮบริด แต่ทางฝั่งของไฟฟ้าเพียวๆ หลายคนอาจมองว่าค่ายญี่ปุ่นรายนี้ ยังตามหลังค่ายอื่น และกำลังถูกท้าทายโดยผู้มาใหม่อย่าง Tesla ที่บางส่วนก็มองว่าจะมายึดเบอร์หนึ่งแทนในอนาคต
แต่เมื่อไม่นานมานี้ข่าวรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ได้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มีรายงานว่า พวกเขาเตรียมเปิดตัว BEV รุ่นใหม่ในปีหน้า
พร้อมทั้งมีการพูดถึงแบตเตอรี่ตัวใหม่ ที่ว่ากันว่าอาจเป็นการพลิกเกมของพี่โตก็เป็นได้!!
แบตเตอรี่ตัวใหม่ที่ว่านั้นเจ๋งแค่ไหน?? MagCarZine.com สรุปมาฝากกันแล้ว…
หากพูดถึงแบตเตอรี่ที่ใช้กับรถยนต์เราจะคุ้นหูกับแบตเตอรี่อยู่ 3 ประเภทคือ
1. แบตเตอรี่ตะกั่วกรด
2. แบตเตอรี่นิกเกิล(NiMH) และ
3. แบตเตอรี่ลิเทียม (Li-lon)
ซึ่งแบตเตอรี่ที่เหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) มากที่สุด นั่นก็คือแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เพราะมันมีคุณสมบัติด้านความหนาแน่นพลังงานสูง
หรือว่าง่ายๆ ก็คือ ในขนาดที่เท่ากันของแบตเตอรี่ทั้ง 3 ชนิด แบตเตอรี่ลิเทียมจะมีความจุและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง
นับตั้งแต่มีการคิดค้นแบตเตอรี่ลิเทียมครั้งแรกเมื่อปี 1970 มันถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ และยังสามารถแบ่งชนิดออกไปได้อีกมากมายตามส่วนประกอบ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป
ปัจจุบันมีค่ายรถหลายรายที่พยายามทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่น Tesla ที่เพิ่งเปิดตัวเซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ 4680 Cell ในงาน Battery Day เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
4680 Cell จะทำให้แบตเตอรี่ของ Tesla เก็บพลังงานได้มากกว่าเดิม 5 เท่า จ่ายไฟได้ดีขึ้น 6 เท่า และทำให้รถสามารถทำระยะทางเพิ่มขึ้นจากเดิม 16%
อย่างไรก็ตาม แม้แบตเตอรี่ลิเทียมจะเป็นที่นิยมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่สำหรับ Toyota พวกเขามองว่ายังมีแบตเตอรี่ที่ดีกว่านี้ นั่นก็คือ Solid-State Battery
Solid-State Battery คืออะไร??
จริงอยู่ว่าแบตเตอรี่ลิเทียมเป็นแบตเตอรี่ที่นิยมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ในขณะที่เทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทำให้ผู้ผลิตบางรายมองว่าแบตเตอรี่ลิเทียมยังมีข้อจำกัดอยู่
เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น??
ข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเทียมอยู่ที่โครงสร้างของมัน ซึ่งใช้ของเหลวเป็นตัวนำไฟฟ้า (Electrolyte) ทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่างจากขั้วบวกและขั้วลบที่มากพอ
เพราะขณะที่มันทำงานจะเกิดปฏิกริยาที่เรียกว่า Dendrites คือมีเส้นใยออกมาจากของเหลว และจะเชื่อมทั้งขั้วบวกกับลบเข้าด้วยกัน ถ้าห่างกันไม่มากพอ ก็จะทำให้เกิดการลัดวงจรได้
การต้องเว้นช่องว่างเป็นอุปสรรค์ในการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำให้ตัวแบตต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอแบตใหญ่ไป ก็ใส่ในรถได้จำกัดอีก
แถมการใช้ของเหลวเป็นตัวนำไฟฟ้ายังมีปัญหาในเรื่องของความร้อนในแบตอีกปัญหาหนึ่ง
จนในที่สุด ก็มีการคิดค้นวิธีการใหม่ได้สำเร็จ นั่นก็คือ เปลี่ยนตัวนำไฟฟ้าจากของเหลวไปเป็นของแข็งที่เป็นแก้วแทน กลายเป็นแบตเตอรี่ Solid-State Battery นั่นเอง
ข้อดีของ Solid-State Battery นอกจากจะได้เรื่องขนาดที่เล็กลงแต่มีความจุมากขึ้นแล้ว ของแข็งที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้ายังทำให้การชาร์จไฟเร็วขึ้น
แถมยังทนความร้อนได้ดีลดความเสี่ยงในการระเบิด และยังทำงานได้ดีในอุณภูมิต่ำกว่าด้วย
ไม้ตายของ Toyota
Toyota ให้ความสนใจกับแบตเตอรี่ Solid-State มาเป็นเวลานานแล้ว โดยพวกเขามีสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ตัวนี้อยู่ในมือมากถึง 1,00 ฉบับ
และมีข่าวว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ Solid-State Battery ในเร็วๆ นี้
จากรายงานของสำนักข่าว Nikkei Asia แบตเตอรี่ตัวใหม่ของ Toyota จะใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ภายใน 10 นาที ทำระยะทางได้ไกลถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ
และนอกจากนี้ Toyota ยังมีแผนที่จะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ Solid-State Battery เป็นรายแรกของโลกอีกด้วย
ที่มา : https://www.magcarzine.com/toyota-new-battery-007/
ก่อนหน้านี้ Toyota อาจถูกหลายคนมองว่าขยับตัวค่อนข้างช้า ในขณะที่โลกยานยนต์กำลังเปลี่ยนเข้าสู่พลังงานไฟฟ้า
แต่การมีข่าวแบบนี้ ก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยว่า Solid-State Battery นี่แหละ อาจจะทำให้ Toyota กลายเป็นผู้พลิกเกมก็เป็นได้
แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ให้ความสนใจ Solid-State Battery ก็ไม่ได้มีแค่พี่โตของเราเท่านั้น แต่ยังมีค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Volkswagen และ Nissan รวมถึงผู้ผลิตแบตเตอี่อย่าง LG กับ Samsung อีกด้วย
อนาคตการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าจะดุเดือดแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไปครับ…