ศธ.ระดมไอเดียผุด ‘นวัตกรรม’ ป้องเหตุสลดน.ร.ติดในรถดับ

ศธ.ระดมไอเดียผุด‘นวัตกรรม’ ป้องเหตุสลดน.ร.ติดในรถดับ

เหตุสลดที่เด็กติดอยู่ในรถจนเสียชีวิต ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค รวบรวมข่าวจากสื่อต่างๆ ตั้งแต่ปี 2557-2563 พบว่าเหตุเด็กที่ถูกลืมและทิ้งให้อยู่ในรถตามลำพัง 129 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในรถยนต์ส่วนบุคคลมากที่สุดร้อยละ 96.0 โดยมีเด็กเสียชีวิต 6 คน เป็นเพศหญิง 3 คน เพศชาย 3 คน อายุระหว่าง 2-6 ปี

แม้เหตุเด็กติดอยู่ในรถรับ-ส่งนักเรียนมีสัดส่วนน้อยกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล แต่ปรากฏว่าเด็กที่ติดในรถรับส่งนักเรียนส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ซึ่งเด็ก 6 รายที่เสียชีวิตนั้น เกิดขึ้นในรถรับ-ส่งนักเรียนถึง 5 คน และรถยนต์ส่วนบุคคล (ของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 คน)

เหยื่อล่าสุด เกิดกับ ‘น้องจีฮุน’ อายุ 7 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เสียชีวิตในรถตู้รับ-ส่งของโรงเรียน ซึ่งครูเวรประจำรถตู้ออกมายอมรับว่าลืมน้องไว้ในรถตู้จริง สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทยอย่างมาก

ทำให้ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และรักษาการนายกฯ มีความเป็นห่วงปัญหาดังกล่าว จึงโทรศัพท์สายตรงถึง “ตรีนุช เทียนทอง” รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เร่งแก้ปัญหา ดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาหารือ นำบทเรียนต่างๆ มากำหนดมาตรการรองรับ มิให้เกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ กรณีที่ครูลืม “น้องจีฮุน” ไว้ในรถตู้รับ-ส่งนักเรียน ทำให้สังคมฉุกคิด และตั้งคำถามถึงความ “ปลอดภัย” ของเด็กๆ และถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำหนด “มาตรการ” และสร้าง “นวัตกรรม” ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์น่าสลดเหล่านี้เกิดขึ้นอีก!

แม้จะมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 ที่กำหนดมาตรการอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่สถานศึกษาได้ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดอย่างจริงจังหรือไม่?

ประเด็นนี้ “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่นิ่งนอนใจ มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. แจ้งไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ กำกับ ติดตาม และสุ่มตรวจสอบการใช้รถรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2562 หรือไม่

พร้อมกับสั่งการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประสานไปยังสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทั้งของรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ ให้คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ป้องกัน และช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในรถยนต์ โดยต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน

หลังจากคิดค้นนวัตกรรม และประดิษฐ์สำเร็จแล้ว ให้ประสานไปยังโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของวิทยาลัยนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์!

แม้ที่ผ่านมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาหลายแห่ง ได้คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในการป้องกัน และช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในรถออกมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายเช่น วิทยาลัยเทคนิคลำปาง สร้าง ระบบป้องกัน และเตือนภัย ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถยนต์ เมื่อระบบตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในรถ กล่องควบคุมจะสั่งการเปิดประตูรถยนต์ และส่งสัญญาณเตือนภัยในรูปแบบระบบเสียง แจ้งเตือนด้วยไซเรน และส่งข้อความ SMS ที่ระบุพิกัดสถานที่ด้วย GPS ไปยังโทรศัพท์ของคนขับรถ ผู้ปกครอง โรงเรียน หรือบุคคลอื่นๆ ที่ตั้งค่าเอาไว้ก็จะสามารถดูพิกัดสถานที่ได้ทันที

ขณะที่วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม ประดิษฐ์ ชุดควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ เมื่อมีผู้ติดอยู่ในรถ และมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1,000 ppm ซึ่งเป็นค่าที่ทำให้ผู้ติดอยู่ในรถรู้สึกอึดอัด เครื่องก็จะทำงานอัตโนมัติ

ส่วนวิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี คิดค้น เครื่องทำลายกระจกรถยนต์ กรณีรถยนต์ตกน้ำ หรือมีผู้ติดอยู่ในรถ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งไว้ในรถ สามารถยิงทำลายกระจกรถยนต์แบบ Tempered เมื่อกระจกถูกทำลายจะแตกตัวแบบเมล็ดข้าวโพด และหากตกน้ำ จะมีอุปกรณ์เสริมเพื่อขอความช่วยเหลือ และจะมีสัญญาณแสดงตำแหน่งที่รถจมอยู่ เป็นต้น

“เรืออากาศโท สมพร ปานดำ” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ได้ปรึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ. ถึงการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยขั้นแรกจะสำรวจสถานศึกษาในสังกัดว่าที่ไหนสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเหลือ และป้องกันไม่ให้เด็กติดในรถบ้าง เพราะที่ผ่านมา สอศ.จัดการประกวดสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา เป็นการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ในการประกวดจะแบ่งการแข่งขันนวัตกรรมหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือ สิ่งประดิษฐ์ด้านการประกอบอาชีพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จึงเชื่อว่าจะมีวิทยาลัยที่คิดค้นนวัตกรรมป้องกันเด็กติดอยู่ในรถขึ้นมาแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การประกวดสุดยอดนวัตกรรมนั้น จะเป็นการจัดทำบนพื้นฐานที่ว่า ต้องการให้มี แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้ใช้งานได้ง่าย และไม่กระทบกับเครื่องยนต์ของผู้ใช้บริการด้วย ดังนั้น หลังสำรวจเสร็จแล้ว จะนำกลุ่มสถานศึกษาที่คิดนวัตกรรม มาหารือและพัฒนาเป็นโมเดล โดยอุปกรณ์ที่คิดขึ้นมานั้น จะต้องมีประสิทธิภาพใช้งานได้ดี ไม่สร้างผลกระทบกับเครื่องยนต์ของผู้ใช้บริการ

“ที่ผ่านมา สอศ.จัดทำอุปกรณ์นวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถขยายผล นำอุปกรณ์ไปให้โรงเรียนรัฐ และเอกชนได้ใช้งาน ดังนั้น สอศ.จะทำงานเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อหารือการสร้างและติดตั้ง นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ป้องกันช่วยเหลือนักเรียนต่อไป เรืออากาศโท สมพรระบุ

นอกจากจะคิดนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือเด็กแล้ว ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ยังเสนอว่า ควรจะปรับเปลี่ยนรถรับ-ส่งนักเรียนใหม่ เพราะรถตู้ที่ใช้กันในปัจจุบัน ถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะที่นั่งรถตู้สร้างมาให้ผู้ใหญ่นั่ง ไม่ได้ทำมาให้เด็กนั่งโดยตรง ในหลายประเทศออกแบบ รถโรงเรียน ให้มีที่นั่งเหมาะสมกับเด็ก แต่ประเทศไทยกลับเอารถอะไรไม่รู้มารับเด็ก

“กระทรวงศึกษาธิการควรหารือกับโรงเรียนรัฐและเอกชน เพื่อออกแบบมาตรฐานรถโรงเรียนใหม่ เน้นความปลอดภัย และต้องทำที่นั่งให้เหมาะกับเด็กในแต่ละวัยด้วย ถ้ารัฐจริงใจ ตระหนักถึงปัญหา และต้องการหาทางแก้ไข ไม่ควรแค่ตั้งคณะกรรมการสอบ เพราะจะไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ควรรื้อระบบใหม่และต้องลงมือทำอย่างจริงจัง” ศ.ดร.สมพงษ์เสนอ

ทั้งนี้ แม้ ศธ.จะพยายามสรรหานวัตกรรมสุดล้ำ หรือสุดไฮเทค มาใช้ป้องกันชีวิตนักเรียน แต่ก็คงไม่ช่วยได้ 100% ถ้า “ผู้บริหารโรงเรียน” ไม่เข้มงวดมาตรการควบคุมดูแลการใช้รถรับ-ส่งนักเรียน ไม่จัดอบรมให้เด็กๆ เอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

หรือ “ครูประจำชั้น” ไม่ได้ใส่ใจว่านักเรียนในความดูแลของตนเองขาดเรียนในวันนั้นเพราะอะไร หรือมาโรงเรียนแล้ว แต่ไม่ถึงห้องเรียนเพราะสาเหตุใด

โดยเฉพาะ “ครูพี่เลี้ยง” หรือ “ครูเวรประจำรถตู้” หรือ “คนขับ” รถรับ-ส่งนักเรียน ต้อง “ตระหนัก” ในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการดูแลเอาใจใส่ นักเรียนที่รับขึ้นรถทุกคนว่าลงจากรถครบแล้วหรือไม่ เพราะ ชีวิต ของเด็กน้อยเหล่านี้อยู่ในมือของท่าน

แต่หากทุกฝ่ายที่ว่ามานี้ “ไม่” ตระหนัก แล้วยัง “ประมาท” และ “เพิกเฉย” ต่อชีวิตเด็กๆ แล้ว

ต่อให้คิดค้น นวัตกรรม ไฮเทคขึ้นมาอีกเป็นสิบเป็นร้อย ก็คงไม่สามารถป้องกันโศกนาฏกรรมกับชีวิตเด็กในรถรับ-ส่งนักเรียนได้!!

ที่มา : ศธ.ระดมไอเดียผุด‘นวัตกรรม’ ป้องเหตุสลดน.ร.ติดในรถดับ (matichon.co.th)

 

 

 

 

 

อ่านต่อ


Total View: 177
Post Date: 05 Sep 2022


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้