สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจง เริ่มใช้มาตรการตัดคะแนนการขับรถ มกราคม 2566 สร้างวินัยการขับขี่

พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร ชี้แจงหลักเกณฑ์ ระเบียบ วิธีการปฏิบัติ การบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถ และการสั่งพักใช้ใบอนุญาติขับรถ โดยยืนยันว่า หลักเกณฑ์นี้ เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ซึ่งมีหลักการสำคัญ เช่น การเพิ่มโทษของผู้ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับภายใน 2 ปี นับแต่วันกระทำผิดครั้งแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท กำหนดอำนาจในการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดและสารเสพติดในร่างกายของผู้ขับขี่ที่หมดสติ ซึ่งไม่อาจให้ความยินยอมได้ เพิ่มอัตราโทษปรับขั้นสูงในกฎหมายจราจร จากเดิมโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท แก้ไขเพิ่มเป็นปรับสูงสุดไม่เกิน4,000 บาท และ การกำหนดให้ใช้ที่นั่งนิรภัย หรือมีวิธีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ขณะโดยสารรถยนต์ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำประกาศรูปแบบที่นั่งนิรภัย รวมถึง เปิดช่องทางผ่อนคลายสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถจัดหาที่นั่งนิรภัยเด็กไว้ โดยให้ปฏิบัติตามวิธีการป้องกันอันตราย ซึ่งจะกำหนดรูปแบบที่ประชาชนสามารถปฏิบัติได้ง่าย ไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายนนี้ นอกจากนั้น ยังได้ออกมาตรการเพื่อสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัย ด้วยการใช้มาตรการทางปกครอง 2 เรื่อง คือ ระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ และ การสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ กรณีกระทำผิดกฎจราจรแล้วส่งผลให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรง

 

ด้าน พลตำรวจตรีเอกราช ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นคณะทำงานเทคโนโลยีบังคับใช้กฎหมายจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร อธิบายเพิ่มเติมว่า มาตรการเพื่อสร้างจิตสํานึกในการขับขี่ปลอดภัย ในเรื่องระบบตัดคะแนน จะใช้บังคับในวันที่ 9 มกราคม 2566 ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ มีคะแนนคนละ 12 คะแนน หากทำผิดกฎจราจร จะถูกตัดคะแนนตามจำนวนที่กำหนด โดยข้อหาความผิดมีตั้งแต่ 1 จนถึง 4 คะแนน ข้อหาที่ตัด 1 คะแนน เช่น ขับรถเร็ว ฝ่าฝืนเครื่องหมายทางม้าลาย ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ตัด 2 คะแนน เช่น ฝ่าไฟแดง ย้อนศร ตัด 3 คะแนน เช่น แข่งรถในทาง และตัด 4 คะแนน เช่น ขับรถในขณะเมาสุรา หากคะแนนถูกตัดจนเหลือ 0 คะแนน จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ เป็นระยะเวลา 90 วัน สำหรับคะแนนที่ถูกตัด จะมีการคืนคะแนนเมื่อครบกำหนด 1 ปี สำหรับการทำผิดครั้งนั้น ๆ หรือกรณีที่มีคะแนนเหลือน้อย อาจขอเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการขับรถและวินัยจราจร จากกรมการขนส่งทางบก เพื่อรับคืนคะแนนตามที่หลักสูตรกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนได้จาก เว็บไซต์ PTM E-ticket (https://ptm.police.go.th/eTicket) และ แอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยก่อนเริ่มใช้มาตรการตัดคะแนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก จะแถลงข่าว และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง ต่อไป

 

ส่วนการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ กรณีผู้ขับขี่ทำผิดกฎหมายจราจร และการกระทำนั้น มีผลหรือมีลักษณะร้ายแรงนั้น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นผู้มีอำนาจออก คำสั่งพักใช้ใบขับขี่ผู้นั้น ครั้งละไม่เกิน 90 วัน โดยการสั่งพักใช้ตามข้อนี้ แยกต่างหากจากระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถโดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคมเป็นต้นมา ซึ่งการขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

 

ส่วนดุลยพินิจของตำรวจในการยึดใบอนุญาตขับขี่ หรือระงับการใช้รถ พลตำรวจตรีเอกราช กล่าวว่า การยึดใบอนุญาตขับขี่ หรือระงับการใช้รถ จะมีประเด็นในเรื่องเจ้าพนักงานจราจร ถ้าพบเห็นผู้ขับขี่ผู้ใด มีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นทางร่ายกาย ทั้งการอ่อนเพลีย ง่วงนอน ลมบ้าหมู หากพบเห็นแล้ว เจ้าพนักงานจราจร มีอำนาจที่จะยึดใบอนุญาตขับขี่ เพื่อไม่ให้ขับรถต่อไป หากร่างกายฟื้นฟู และพิจารณาดูแล้วสามารถขับรถต่อไปได้ ก็จะคืนใบอนุญาตขับขี่ให้ ส่วนทางด้านจิตใจ เช่น อาจมีเรื่องเครียดจากปัญหาส่วนตัว หรือ มีการขับรถปาดไปปาดมา ซึ่งเจ้าพนักงานจราจรเห็นว่า อาจเกิดอันตรายต่อผู้อื่น ก็สามารถขอยึดใบขับขี่ เพื่อไม่ให้ขับรถ หากจุดนั้น ผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่ ก็มีอำนาจระงับการใช้รถได้ เพื่อไม่ให้ขับรถไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่หากเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ จบไปแล้วเจ้าพนักงานจราจร สามารถใช้ดุลยพินิจว่า สามารถขับรถต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งจะมีกระบวนการต่อมาจากนั้น เช่น หากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็จะส่งไปโรงพยาบาล รวมถึง แจ้งญาติ หรือมีกระบวนการอื่นใดที่สามารถปฏิบัติต่อผู้ขับขี่ได้อย่างเหมาะสม และไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลผู้อื่น

แหล่งที่มา : https://thainews.prd.go.th/

อ่านต่อ


Total View: 184
Post Date: 23 Nov 2022


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้