ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า

ทองคำให้ผลตอบแทนเด่นสุดในสินทรัพย์ปลอดภัย
ในปีนี้โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ร้อนระอุ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด โดยปรับขึ้นทำ All Time High ที่ 3,500 ดอลลาร์ ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นถึง 33.4% ทองแท่งในประเทศทำ All Time High ที่ 54,800 บาท เพิ่มขึ้นถึง 29.2% ถึงแม้ว่ามีการปรับลงมาของราคาก็ตาม
ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ทองคำ Spot ยังให้ผลตอบแทนสูงถึง 25.9% สกุลเงินปลอดภัยอย่างฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้น 11.9% เงินเยนแข็งค่าขึ้น 8.8% แต่เงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยกลับอ่อนค่าลง 10.8% ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 52 ปี นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

ความเชื่อมั่นดอลลาร์ลดลง แต่ทองคำยังน่าสนใจ
เงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้ทองคำยังได้รับผลบวกจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
1) ปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐ ที่พุ่งสูงขึ้นอาจเป็นฟองสบู่ที่จะแตก ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ สหรัฐประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณและขาดดุลการค้า หนี้สาธารณะสูง กฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ “One Big Beautiful Bill” ที่เพิ่งผลักดันเสร็จในวันชาติสหรัฐ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอาจเป็นฟองสบู่ที่จะแตกในอนาคต ทาง CBO คาดหนี้ของสหรัฐจะพุ่งสูงขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบัน 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ความต้องการถือครองพันธบัตรและสินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์ลดลง
เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจและเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าลง สะท้อนให้เห็นถึงการประมูลพันธบัตรระยะยาวในไตรมาส 2 ได้รับความสนใจน้อยลง จีนมีการขายพันธบัตรสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา แรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจากต่างชาติคาดมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น สหรัฐต้องแลกกับการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตร ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

2) ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสหรัฐที่เป็นองค์กรอิสระลดลง ทรัมป์กดดันให้ประธานเฟดลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง และเตรียมที่จะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ก่อนที่พาวเวลล์จะครบวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ทรัมป์อาจจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดท่านใหม่ที่มีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย ทดแทนอาเดรียนา คูเกลอร์ ผู้ว่าการเฟดที่จะครบวาระในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้แต่งตั้งคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และมิเชล โบว์แมน เป็นคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ซึ่งทั้ง 2 ท่านสนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม ทำให้ตลาดกังวลความเสี่ยงที่เฟดจะถูกแทรกแซงทางการเมืองและขาดความเป็นองค์กรอิสระ
สงครามการค้ารอลุ้นอัตราภาษีนำเข้า 10-70%
สหรัฐจะส่งจดหมายถึงประเทศคู่ค้ากว่า 170 ประเทศ ซึ่งจะมีอัตราภาษี 10-70% และทรัมป์จะลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อเลื่อนกำหนดเส้นตายมาตรการภาษีตอบโต้ออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม จากเดิมวันที่ 9 กรกฎาคม นอกจากนี้ทรัมป์ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 10% ต่อประเทศที่ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับกลุ่ม BRICS ส่วนสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.กระทรวงการคลัง เผยราว 100 ประเทศ อาจจะถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ 10%
ในช่วงเวลาเกือบ 90 วัน สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ สหราชอาณาจักร (UK) ในเดือนพฤษภาคม โดย UK เสียอัตราภาษีพื้นฐาน 10% เวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าต้นเดือนนี้ อัตราภาษีตอบโต้ของเวียดนามลดเหลือ 20% จากเดิมที่จะเก็บสูงถึง 46% ขณะที่ข้อตกลงกับอินเดีย ญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นกลับไม่สามารถบรรลุได้ รวมทั้งสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
สหรัฐส่งจดหมายไป 14 ประเทศแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐถูกเก็บอัตราภาษีตอบโต้ 25% 6 ประเทศที่เจออัตราภาษีสูงขึ้นหรือเท่าเดิมเมื่อเทียบกับที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และไทย แต่เป็น Art of Deal ของทรัมป์ที่ขู่จะเก็บอัตราภาษีที่สูง เพื่อให้ประเทศคู่ค้ายอมยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนต่อรองให้อัตราภาษีตอบโต้ลดลง การเจรจาต่อรองจะยืดออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม ทำให้ประเด็นเรื่องอัตราภาษีตอบโต้ยังเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในเดือนนี้

ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า
แนวโน้มราคาทองคำในเดือนกรกฎาคมคาดจะเคลื่อนไหวผันผวนขึ้นอยู่กับอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐจะเรียกเก็บกับประเทศคู่ค้า ซึ่งถ้าบรรลุข้อตกลงการค้าได้ อัตราภาษีตอบโต้ต่ำกว่าที่ประกาศเรียกเก็บในวันที่ 2 เมษายน คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,100-3,450 ดอลลาร์
ที่สำคัญคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นทำ All Time High ทะลุ 3,500 ดอลลาร์ หรือปรับลงแรงหลุด 3,000 ดอลลาร์
นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำเข้าซื้อ 3,300 ดอลลาร์ นักลงทุนระยะยาวแนะกลยุทธ์ Wait & See รอติดตามประเด็นเรื่องสงครามการค้าโลกอย่างใกล้ชิด ควรหาจังหวะขายออกไป ถ้าสงครามการค้าโลกเริ่มผ่อนคลายลง และรอซื้อเก็บที่ 3,200-3,250 ดอลลาร์ และ 3,100 ดอลลาร์
ที่มา : ทองจะทำ All Time High หรือลงแรง ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า