ศึกษิษฏ์ เผยรถไฟฟ้า 20 บาท รัฐหนุน 7 บาทต่อคน-เที่ยว ลดค่าเดินทาง 40%

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โต้สส.พรรคประชาชน เดือด ปมรถไฟฟ้า 20 บาท รัฐใช้งบฯหนุน 7 บาทต่อคน-เที่ยว/วัน คาดหากทำได้ครบทุกสาย ผู้โดยสารเพิ่ม 30% โว้นโยบายได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่วาทกรรมรื้อทำลาย ชี้หน้าด่าเอกชนเป็นผู้ร้าย ทำรัฐเสี่ยงถูกฟ้อง
นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โควตทวิตตอบโต้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ระบุว่า “นโยบายไร้ฐานคิด ตอบมาให้ได้ก่อนว่าทำไม 20, ไม่เป็น 5 หรือ 35 บาท หรือเท่าไหร่จึงเหมาะสม?” โดยใจความข้อความของนายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า นโยบาย 20 บาทตลอดสายเป็นการทำตามที่หาเสียงไว้
ปัจจุบันคนไทยมีค่าโดยสารต่อหัวเฉลี่ย 35 บาทต่อคนต่อเที่ยว การลดลงมาเหลือ 20 บาท จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 40% ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่านโยบายใดก็ต้องมีการใช้ทรัพยากรรัฐสนับสนุน แต่หลักการคือผลประโยชน์ที่จะได้ต้องสูงกว่างบประมาณ ก่อนหน้านี้ปรับค่าโดยสารสายสีแดงกับสายสีม่วงเหลือ 20 บาท ทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้นจนสามารถลดส่วนต่างของรายได้ลง แสดงให้เห็นว่า มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวนมาก
คราวนี้ รัฐบาลจะขยายนโยบายออกไปครอบคลุมทุกสาย คาดว่าผู้โดยสารจะมากขึ้นประมาณ 30% จากประมาน 1.6 ล้านคน – เที่ยว/วัน เป็น 2.1- 2.2 ล้านคน-เที่ยว/วัน เงินงบประมาณที่จะสนับสนุนอยู่ที่ 5,500 ล้านบาทต่อปี
คำนวนคร่าว ๆ ได้ว่า รัฐสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนจะอยู่ประมาณที่ 7 บาทต่อคนต่อเที่ยวต่อวัน
และสำหรับสายสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง ชมพู และสายสีเขียว ก็ยังจะต้องมีการ “เจรจา” กับผู้ได้รับสัมปทานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายได้มากที่สุด
นายศึกษิษฏ์ ระบุอีกว่า นี่เป็นตัวอย่างของการสร้างนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ประชาชนได้รับประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่มาสร้างวาทกรรมว่าจะรื้อนู่นทำลายนี่ ชี้หน้าด่าเอกชนว่าเป็นผู้ร้ายนายทุน ทำให้รัฐมีความเสี่ยงต้องถูกฟ้องร้อง หรือมานั่งดูถูกประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ว่า “คนกินสุกี้ย่อมชอบ” โดยไม่ได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องแบกภาระการเดินทาง และเผชิญหน้ากับมลพิษทางอากาศ
ข้อความฉบับเต็ม
“นโยบาย #20บาทตลอดสาย เป็นการดำเนินการตามที่เราได้หาเสียงไว้อย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าโดยสารของประชาชนบนรถไฟฟ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อคนต่อเที่ยว การลดลงมาเหลือ 20 บาท จะลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางกว่า 40%
แน่นอนว่านโยบายใด ๆ ก็ต้องมีการใช้ทรัพยากรของรัฐในการสนับสนุน แต่หลักการคือผลประโยชน์ที่จะได้ต้องสูงกว่างบประมาณที่ใส่ลงไป ในคราวนี้การลดการใช้รถส่วนตัวจะช่วยเรื่องปัญหาความหนาแน่นของจราจรได้ ลดการใช้พลังงานได้ ลดเวลาการเดินทางเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ลดปัญหามลภาวะทางอากาศได้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลกระทบที่เป็นบวกที่ขยายออกไประดับประเทศทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้เราได้ทำการปรับค่าโดยสารของสายสีแดง (รฟท.) และสายสีม่วง (รฟม.) ลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย หลังจากการดำเนินการมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมากจนสามารถลดส่วนต่างของรายได้ลงอย่างมีนัยยะ แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวนมาก ในคราวนี้เราจึงจะขยายนโยบายออกไปให้ครอบคลุมทุกสาย 286 กิโลเมตร 193 สถานี โดยที่คาดการณ์ว่าผู้โดยสารจะมากขึ้นประมาณ 30% จากประมาน 1.6 ล้านคน – เที่ยว/วัน เป็น 2.1- 2.2 ล้านคน-เที่ยว/วัน
เงินงบประมาณที่จะสนับสนุนอยู่ที่ประมาน 5,500 ล้านบาทต่อปี คำนวนคร่าว ๆ แปลว่าเราสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนจะอยู่ประมาณที่ 7 บาทต่อคน-เที่ยว/วัน (5,500/2.1×365) อย่างไรประโยชน์ก็มากกว่าค่าใช้จ่ายแน่อน
และสำหรับสายสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง และชมพู (รฟม.) และสายสีเขียว (กทม.) ก็ยังจะต้องมีการ “เจรจา” กับผู้ได้รับสัมปทานอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายได้มากที่สุด เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารและข้อตกลงระดับการให้บริการจะเปลี่ยนไปจากสัญญาเดิม ซึ่งเราคาดหวังว่าผู้รับสัมปทานจะเห็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ชัดว่าหลักการในการดำเนินการคือต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์ทันทีโดยที่ “การเจรจา” ที่หาเสียงไว้ก็ยังดำเนินการอยู่เหมือนเดิม
อันนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ประชาชนได้รับประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่มาสร้างวาทกรรมว่าจะรื้อนู่นทำลายนี่ ชี้หน้าด่าเอกชนว่าเป็นผู้ร้ายนายทุน ทำให้รัฐมีความเสี่ยงต้องถูกฟ้องร้อง หรือมานั่งดูถูกประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ว่า “คนกินสุกี้ย่อมชอบ” โดยไม่ได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องแบกภาระการเดินทาง ผจญกับรถติด ดมกลิ่นควัน ทำไมเหรอครับประชาชนที่มาจากทั่วประเทศมาหาโอกาสทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศจะไม่มีสิทธิได้กินดีอยู่ดีบ้างหรือครับ ?”
ที่มา : ศึกษิษฏ์ เผยรถไฟฟ้า 20 บาท รัฐหนุน 7 บาทต่อคน-เที่ยว ลดค่าเดินทาง 40%