ปตท. ขับเคลื่อน “ไฮโดรเจน” พลังงานแห่งอนาคต ก้าวข้ามข้อจำกัดสู่โลกที่สะอาดและยั่งยืนกว่าที่เคย

กลุ่ม ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม พลังงาน และอุตสาหกรรม
ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานสะอาดได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ “พลังงานไฮโดรเจน” ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับสากล ด้วยคุณสมบัติพิเศษคือไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และการเผาไหม้ที่สะอาดโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ปล่อยเพียงไอน้ำออกมาเท่านั้น ไฮโดรเจนจึงถูกคาดหวังว่าจะสามารถเป็นคีย์หลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แม้จะมีจุดแข็งมากมาย ทว่าพลังงานดังกล่าวก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนและความท้าทายทางเทคนิค โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดเก็บและการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไฮโดรเจนจึงถูกจำแนกตามวิธีการผลิตและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากกระบวนการผลิต เช่น ไฮโดรเจนสีน้ำตาล ที่ผลิตจากถ่านหิน, สีเทา ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ,สีฟ้า ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเหมือนสีเทา แต่มาพร้อมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์, สีชมพู แยกไฮโดรเจนจากน้ำด้วยไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ และ สีเขียว ซึ่งสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เนื่องจากไฟฟ้าที่ใช้แยกน้ำผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์หรือลม

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการนำไฮโดรเจนมาใช้และเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น เยอรมนี ที่ได้เปิดให้บริการรถไฟพลังงานไฮโดรเจนทดแทนดีเซล ซึ่งสามารถวิ่งได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งถัง, ฝรั่งเศส ที่พัฒนาจักรยานและเรือพลังงานไฮโดรเจน และ ญี่ปุ่น ที่กำลังทดลองใช้งานรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ รวมถึงพัฒนา Data Center ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

ประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีการผลักดันการใช้ไฮโดรเจนมากขึ้น โดยมองว่าไฮโดรเจนนั้นมีศักยภาพสูง สามารถนำไปใช้งานได้ในหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงคุณภาพโลหะ หรือการใช้ในกระบวนการผลิตที่ต้องการพลังงานความร้อนสูง ตลอดจนเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแอมโมเนียและเมทานอล ซึ่งจำเป็นต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเคมี นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้ใน ภาคการผลิตไฟฟ้า เช่น การผสมกับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ หรือการใช้ในระบบเซลล์เชื้อเพลิง รวมถึงใน ภาคการขนส่ง ที่ไฮโดรเจนสามารถใช้กับยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากลงลึกเข้าไปดูก็จะพบว่า ปัจจุบันยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามีอยู่สองรูปแบบหลัก ๆ คือ BEV (Battery Electric Vehicle) และ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกันไป BEV เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือในเมือง มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับที่พร้อมใช้งาน แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและระยะทาง ขณะที่ FCEV โดดเด่นด้วยระยะทางวิ่งที่ไกลกว่า เติมพลังงานได้รวดเร็ว และสามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่า จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้กับรถโดยสารหรือรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ที่ต้องขนส่งระยะไกล อนาคตของ FCEV มีแนวโน้มที่จะเติบโตและมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับ BEV ได้

นอกจากบทบาทในยานยนต์แล้ว ไฮโดรเจนยังมีบทบาทใน ระบบกักเก็บพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ไฮโดรเจนสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นก๊าซได้ผ่านกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เมื่อมีการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการใช้ จากนั้นจึงนำกลับมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านเซลล์เชื้อเพลิงในภายหลัง เมื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ความแตกต่างจากระบบแบตเตอรี่ที่เหมาะกับการเก็บพลังงานระยะสั้น ไฮโดรเจนสามารถกักเก็บพลังงานได้นานหลายวันหรือหลายเดือนโดยไม่เกิดการสูญเสียพลังงาน จึงเหมาะกับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อโดยตรง

แม้ความปลอดภัยของไฮโดรเจนจะยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลใจ แต่ในความเป็นจริง ไฮโดรเจนมีคุณสมบัติเบากว่าก๊าซธรรมชาติถึง 8 เท่า และเมื่อเกิดการรั่วไหลจะลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สะสมอยู่บริเวณพื้นผิว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการระเบิด นอกจากนี้ เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและรถยนต์ไฮโดรเจนได้ถูกพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่ากับ NGV และ LPG โดยมีระบบตรวจจับการรั่วไหล และถังบรรจุแรงดันสูงที่ทนทานต่อแรงดันเกิน 1,000 บาร์ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นใจ

ด้านภาครัฐไทยก็ได้มีการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานไฮโดรเจนไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1. ระยะสั้น (ปี 2025-2030) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้วยโครงการนำร่องและการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัย

2. ระยะกลาง (ปี 2031-2040) เริ่มใช้ไฮโดรเจนในภาคพลังงานอย่างแพร่หลาย เช่น การผสมในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า

3. ระยะยาว (ปี 2041-2050) ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอน และมาตรฐานการขนส่ง

ในส่วนของภาคเอกชน กลุ่ม ปตท. ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการจัดตั้ง “Hydrogen Thailand Club” ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน และยกระดับเป็น สมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและธุรกิจให้เป็นรูปธรรม อีกทั้งในปี 2565 กลุ่ม ปตท. ร่วมกับพันธมิตรนำร่องโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน สำหรับรถ FCEV แห่งแรกของประเทศ เพื่อศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนของไทยในอนาคตอย่างเป็นระบบ “ไฮโดรเจน” จึงไม่เพียงแต่เป็นพลังงานแห่งอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม พลังงาน และอุตสาหกรรม

 

ที่มา : ปตท. ขับเคลื่อน “ไฮโดรเจน” พลังงานแห่งอนาคต ก้าวข้ามข้อจำกัดสู่โลกที่สะอาดและยั่งยืนกว่าที่เคย | เดลินิวส์

303
วันที่ 23 กรกฎาคม 2568