นักลงทุนมองข้ามภาษีทรัมป์ เลือกไทยฐานผลิตภูมิภาค ครึ่งปีคำขอทุบสถิติทะลุ 1 ล้านล้านบาท

แรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เก็บในอัตราที่แตกต่างกันจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะลดลงเหลือเท่าไหร่ จากเพดาน 36% โดยจะชัดเจนวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ประเด็นภาษีสหรัฐจึงถือเป็นสงครามการค้าที่ไทยต้องรับมือให้ดีในทุกแง่มุม โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่ไทยหวังให้เป็นกลไลหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพราะมีเสียงเตือนจากทั่วทุกสารทิศว่า ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ อาจทำให้การลงทุนทั่วโลกรวมทั้งไทย เกิดภาวะสุญญากาศ!! 

ประเด็นนี้ยังต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป แต่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แจ้งข่าวดีว่า มูลค่าคำขอลงทุนไทยครึ่งปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการยื่นขอคำลงทุนผ่านบีโอไอ

“นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)” ให้ข้อมูลว่า การลงทุนในไทยในปี 2568 ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน 

โดยตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท (89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ

เลขาฯนฤตม์ระบุ โครงการที่น่าสนใจที่ขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในด้านยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล มีตัวอย่าง เช่น โครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ โครงการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะ การผลิต Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด การผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone และ AI Data Center การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

นอกจากนี้ หากพิจารณาลงรายละเอียดสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พบว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้น 59% เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132% ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาทตามลำดับ 

ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 333,654 ล้านบาท ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainable Industry ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 365 โครงการ เพิ่มขึ้น 99% และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต

เลขาฯนฤตม์ระบุถึงการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 ว่า ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 110,000 ตำแหน่ง มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 3.6 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาทต่อปี 

ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,310 โครงการ เงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท

เลขาฯนฤตม์ให้ความเห็นว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และหลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว 

ดังนั้น จึงเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี คือ ไทย เพราะมีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย 

“สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” นายนฤตม์ทิ้งท้าย

 

ที่มา : นักลงทุนมองข้ามภาษีทรัมป์ เลือกไทยฐานผลิตภูมิภาค ครึ่งปีคำขอทุบสถิติทะลุ 1 ล้านล้านบาท

222
วันที่ 25 กรกฎาคม 2568