ประสานเสียง ''ต้องรื้อใหญ่'' เมื่อ ''ทุนมนุษย์ไทย'' ตกต่ำ วิกฤตทักษะพื้นฐาน มัธยม ปฐมวัย มหา’ลัย ยังสับสนตัวเอง!

ประสานเสียง ‘ต้องรื้อใหญ่’ เมื่อ ‘ทุนมนุษย์ไทย’ ตกต่ำ
วิกฤตทักษะพื้นฐาน มัธยม ปฐมวัย
มหา’ลัย ยังสับสนตัวเอง!
กลายเป็นที่ฮือฮาขึ้นมาในทันที แม้ไม่ได้มีอะไรน่าแปลกใจนัก เมื่อ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” สศช. จับมือ ‘ยูนิเซฟ’ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำขึ้น โดยปรากฏข้อค้นพบว่า
ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ‘ด้อยคุณภาพ’ ทิ้งกลุ่มเปราะบางหลายกลุ่ม การฝึกอบรมไม่เกิดประโยชน์หรือตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน และทรัพยากรมนุษย์ไม่สามารถสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร
เปิดรายงานศึกษาลึก ปฐมวัยถึงมหา’ลัย
‘ถ้าไม่เปลี่ยน อีก 5 ปี ไทยแพ้เวียดนามแน่’
งานนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษาชื่อดัง ออกมารีแคปสรุปรวบตึงถึงรายละเอียดของรายงานฉบับดังกล่าวว่า ภาพรวมของทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 18 ปี มีระดับผลิตภาพ เพียงร้อยละ 61 ในขณะที่ OECD อยู่ในระดับ 85% ซึ่งไทยตามหลังประเทศที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลางระดับบนอีกหลายประเทศ
“ในอีก 5 ปี ไทยจะแพ้เวียดนามแน่นอน ถ้าไม่เปลี่ยนอะไร รายงานฉบับนี้ศึกษาตั้งแต่เด็กปฐมวัยจนถึงระดับหลังการศึกษามหาวิทยาลัย” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์เอื้อนเอ่ยมุมมองที่ต้องรับฟัง
จากนั้น เล่าลึกถึงรายงานดังกล่าวต่อไปว่า ในระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ ในเชิงปริมาณ ไทยจัดได้ดี 90-98% แต่ในเชิงคุณภาพของปฐมวัยพบปัญหาทุพโภชนาการและการเจริญเติบโตล่าช้า อายุ 0-5 ปี มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ร้อยละ 12.86 ผอมแห้ง ร้อยละ 6.18 เด็กในเมืองน้ำหนักเกินร้อยละ 9.25 เด็กไทยมีพัฒนาการที่สมส่วนร้อยละ 79.2
สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ม.1-ม.3 ในเชิงปริมาณทำได้ถึงร้อยละ 98 แต่ในเชิงคุณภาพเกิดช่องว่างมาก โดยเฉพาะทักษะขั้นพื้นฐานและวิชาการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบมีนักเรียน ป.2 เพียงร้อยละ 42 มีทักษะการอ่านและการคำนวณที่เหมาะสม ส่วนร้อยละ 68 ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ส่วนนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ ม.3 ร้อยละ 9 และร้อยละ 15 พัฒนาการอ่านและคำนวณยังอยู่แค่ระดับ ป.2 เท่านั้น ประกอบกับโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นตามลำดับ มีโรงเรียนขนาดเล็กร้อยละ 54 หรือ 29,313 แห่ง หรือเด็ก 1.8 ล้านคน ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก และมีคะแนนเฉลี่ยต่ำมาก เด็กไทยจำนวนไม่น้อยขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.ปลาย พบว่ามีเด็กเรียนต่อ ม.ปลาย ร้อยละ 59.4 OECD ต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ที่ร้อยละ 86 แสดงว่ามีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาตอน ม.ปลายมากที่สุด คือ ร้อยละ 40.6 โดยพบว่าคนยากจนหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ร้อยละ 62 และคนฐานะดีหลุดเพียงร้อยละ 16
วิกฤตทักษะพื้นฐาน
อ่านออกเขียนได้-ดิจิทัล-อารมณ์-สังคม
‘ต่ำกว่าเกณฑ์’
อีกประเด็นน่าสนใจคือ การสอดคล้องกันระหว่างการศึกษาและอาชีพ พบว่า ร้อยละ 56 มีคุณวุฒิไม่สอดคล้องกับความต้องการอาชีพ โดยค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ร้อยละ 32 จะพบว่าไม่สอดคล้อง และการตกงานในสาขาสังคมศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ การพัฒนาทักษะอัพสกิล รีสกิล โดยไทยถือเป็นประเทศที่ฝึกอบรมมากที่สุด แต่ประชากรที่ทำงานมีเพียงร้อยละ 2.66 ที่มีการฝึกอบรมเพิ่ม
ขณะที่ OECD ต้องการให้มีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 58.98 สะท้อนว่าการฝึกอบรมไม่ได้ประโยชน์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อตลาดแรงงานเพียงเล็กน้อย ฝึกอบรมแล้วมีงานทำเพิ่ม ร้อยละ 39.4
วิกฤตทักษะขั้นพื้นฐานของเด็กไทย ร้อยละ 64.7 มีปัญหาทักษะการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 74.1 มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 30.3 ทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่าเกณฑ์ และยังพบเด็กกลุ่ม NEET ที่ไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ที่อายุ 15-24 ปี เยอะขึ้นตามลำดับ
“ข้อค้นพบเหล่านี้ สะท้อนว่าตัวเลขเชิงคุณภาพเราตกทุกตัว ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิด-18 ปี วัยทำงานตั้งแต่ 18-59 ปี จะพบว่าทรัพยากรมนุษย์ของเราได้ตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ ทักษะไม่ดี การฝึกอบรมไม่เกิดผล มองว่าเครื่องยนต์การศึกษาเราติดๆ ขัดข้อง ด้อยคุณภาพ ล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์เด็ก ครอบครัว ชุมชน และตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อ่านรายงานเล่มนี้ ว่าข้อเท็จจริงในโลกการศึกษาในประเทศนั้น วิกฤต
ในที่ประชุมมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ไข ต้องแก้ไขระบบการคุ้มครองทางสังคมกับกลุ่มคนเปราะบาง ที่จะต้องดูปัจจัยทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา สังคม การมีอาชีพ ครอบครัว และชุมชน ที่ผ่านมาเราพูดเรื่องการฝึกอบรมที่มีงานดีขึ้นประมาณ 30% ดังนั้น อาจจะต้องตั้งหน่วยงานดูการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ควรมีการปฏิรูปการจัดทรัพยากรที่ต้องยืดหยุ่นไปตามสภาพความจำเป็น และปัญหาของกลุ่มคนระดับล่าง ควรมีการปรับหลักสูตร เน้นสมรรถนะ ของหลักสูตรว่าสอดคล้องกับตลาดมากน้อยแค่ไหน เน้นแก้ไขปัญหาเรื่องจิตสังคม งานนี้ท้าทายรัฐบาลชุดนี้และชุดหน้าอย่างยิ่ง ถ้ายังไม่ทำอะไรเด็กไทยในอนาคตไม่มีทางแข่งขันกับชาติใดในโลกได้” นักวิชาการศึกษาชื่อดังฝากไว้ให้คิด
อุดมศึกษาไทย เอาไงแน่?
สร้างปัญญาชนพัฒนาชาติ
หรือผลิตแรงงานสู่ตลาด
ครั้นประเด็นดังกล่าว ถึงหู ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีแนวทางเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา โดยเกริ่นก่อนว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของรายงานฯ ที่ระบุถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมีการปรับตัว ยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็น และหันมาเน้นการสร้างคนที่มีความพร้อมจะเรียนรู้และมีทักษะที่จำเป็น เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร หรือทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ เพื่อให้บัณฑิตมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีความสับสนในตัวเองอยู่ว่า ตกลงแล้วเราจะผลิตปัญญาชนเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือจะผลิตแรงงานเพื่อเข้าสู่ตลาดกันแน่
ผศ.ชลยกตัวอย่างยุโรป ว่ามีการแยกสถาบันการศึกษาออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.มหาวิทยาลัยทั่วไปที่เน้นวิชาการและวิจัย (University/Research University) เน้นการเรียนการสอนเชิงวิชาการและการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และผลักดันความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับสากล
2.มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (University of Applied Sciences) หรือโพลีเทคนิค (Polytechnic) ที่มุ่งเน้นการศึกษาเฉพาะเจาะจงไปที่สาขาอาชีพเป็นสำคัญ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการแยกประเภทมหาวิทยาลัยเช่นนี้จะเหมาะสมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลและเป็นทางออกของประเทศไทยได้
“หากรัฐบาลตัดสินใจปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ ด้วยการดำเนินการตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทสามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น มหาวิทยาลัยวิจัยก็จะวิจัยเชิงลึกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม หรือต้องแบ่งกำลังคนไปดูแลทั้งงานวิจัยและการสอนแบบประยุกต์ นักศึกษาเองก็จะเลือกได้อย่างชัดเจนว่าจะศึกษาแนวทางใด
ขณะที่ตลาดแรงงานก็จะชัดเจน คือหากต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันทีก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่หากต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เชิงลึกก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิจัย” ผศ.ชลระบุ
จี้เลิก ‘เบี้ยหัวแตก’
แนะจัดสรรงบดันมาตรฐาน แล้ว ‘แข่งขันกันเอง’
จากนั้น ยังสะกิดรัฐบาลว่า ควรจัดสรรงบประมาณสำหรับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อให้คุณภาพและมาตรฐานที่สูง แต่หลังจากนั้นควรส่งเสริมให้แต่ละสถาบันแข่งขันกันเอง ทั้งในด้านการดึงดูดนักศึกษาและการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนมหาวิทยาลัยวิจัย รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณวิจัยอย่างมียุทธศาสตร์ โดยไม่ใช้วิธีแบบเบี้ยหัวแตก หรือการให้งบประมาณจำนวนน้อยๆ กระจายไปหลายส่วนเหมือนที่ผ่านมา
“ปัญหารากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลที่ต้องแก้ไขคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ การมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องมองไปที่สุขภาวะของครอบครัวและชุมชนด้วย แยกกันไม่ได้ หากเด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมหรือได้รับการเลี้ยงดูโดยผู้สูงอายุอย่างตามมีตามเกิด ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี สาเหตุที่ดึงพ่อแม่ออกจากบ้านก็คือปัจจัยทางเศรษฐกิจ
ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังขาดการพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานอย่างแท้จริง เช่น อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอจนเป็นเหตุให้พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักล่วงเวลาจนไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานได้อย่างเต็มที่ การขาดแคลนงานที่มีมูลค่าสูงในชนบทจนเป็นผลทำให้คนต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองและทิ้งลูกหลานไว้กับผู้สูงอายุ” ผศ.ชลกล่าว
ปัจจัยเศรษฐกิจ รากฐานปัญหา
ทำเด็กหลุดระบบศึกษา
แก้ไม่ได้ ก็วุ่นไม่จบ
ในส่วนของภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี นักวิชาการท่านนี้มองว่า นอกจากความรู้ด้านโภชนาการที่ต้องส่งเสริมกันต่อไปแล้ว ปัญหานี้ยังสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบอาหารและเกษตรกรรมของประเทศอีกด้วย
“ปัจจุบันอาหารที่ดีมีราคาแพง คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าไม่ถึงอาหารที่ดี ซึ่งมีผลต่อการทำลายรากฐานการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่ผลักดันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติด การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะหรือแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสุขภาวะครอบครัวและชุมชนทั้งสิ้น
สำหรับประเด็นมีวัยแรงงานเพียง 3% ที่ผ่านการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนตัวมองว่าก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่นกัน กล่าวคือสภาพการทำงานที่บีบคั้นและนโยบายของบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอจึงไม่สามารถเปิดช่องให้พนักงานไปฝึกอบรมได้ ขณะที่พนักงานก็ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อหารายได้ให้เพียงพอจนไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง” ผศ.ชลกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
หากคาดหวังให้พนักงานไปพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงปัญหาเหล่านี้ แนวทางดังกล่าวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
ที่มา : ประสานเสียง ‘ต้องรื้อใหญ่’ เมื่อ ‘ทุนมนุษย์ไทย’ ตกต่ำ วิกฤตทักษะพื้นฐาน มัธยม ปฐมวัย มหา’ลัย ยังสับสนตัวเอง!