''เคเอฟซี'' ไม่หวั่นสงครามราคา ชูกลยุทธ์เพิ่ม Value มัดใจลูกค้า

KFC ประเทศไทย เดินหน้ากลยุทธ์ Collaboration Marketing ปลุกตลาดครึ่งปีหลัง ควงคู่ “น้องเนย” จุดกระแสไวรัล เตรียมจัดกิจกรรม “Meet & Eat กินไก่ทอดกอดน้องเนย” กระชับสัมพันธ์ลูกค้า หลังดันยอดขายพุ่งเฉียด 50% พร้อมขยายสาขา-เปิดตัวเมนูใหม่ต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน
นางสาวภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าราคาถูก แต่ต้องการมูลค่าเพิ่มในแง่ประสบการณ์หรือกิมมิกที่แตกต่างด้วยเช่นกัน
ดังนั้น กลยุทธ์ของ KFC จึงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ผ่านกลยุทธ์ Collaboration Marketing กับแบรนด์หรือแคแร็กเตอร์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการออกโปรโมชั่นเชิงสร้างสรรค์มากกว่าที่จะลงไปแข่งในสงครามราคา
“เราเชื่อว่าการเพิ่ม Value หรือนำเสนอสิ่งที่จับต้องได้และมีความสนุกจะสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีกว่าการลดราคาเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันแม้ว่าตลาดไก่ทอดจะมีผู้เล่นเข้ามามากขึ้น แต่ KFC ก็ยังสามารถครองอันดับ 1 ในตลาดได้มาโดยตลอด”
ชูกลยุทธ์ Collaboration
นางสาวภัทรากล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 KFC ประเทศไทย มีการ Collaboration กับแคแร็กเตอร์ “น้องเนย” ภายใต้แคมเปญ “KFC x Butterbear” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของ “น้องเนย” แคแร็กเตอร์หมีน้ำผึ้งสุดน่ารักที่เคยเป็นไวรัลจากกระแสในโซเชียลว่ามีหน้าตาคล้ายไก่ทอด KFC
จนทำให้เกิดการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภายใต้แฮชแท็ก #KFCxButterbear และ #น้องเนยลูกรักผู้พัน กว่า 3,708 ครั้งทั่วแพลตฟอร์มโซเชียล และสร้าง Engagement รวมกว่า 24.8 ล้านครั้ง
ขณะที่ผลตอบรับในเชิงยอดขายเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก โดยช่วงสัปดาห์แรกของแคมเปญสามารถทำยอดขายพุ่งขึ้นถึง 59% และมียอดขายโดยรวมตลอดช่วงแคมเปญเติบโตขึ้นกว่า 49% ซึ่งยอดขายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ควบคู่ไปกับฐานลูกค้าเดิมอย่างกลุ่มครอบครัวและนักเรียน
Meet & Eat สานสัมพันธ์ลูกค้า
บริษัทจึงต่อยอดความสำเร็จนี้ ด้วยกิจกรรม “Meet & Eat กินไก่ทอดกอดน้องเนย” ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อขอบคุณแฟนคลับและลูกค้า โดยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดทั้งกับน้องเนยและแบรนด์ KFC แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดกระแสจากออนไลน์สู่ประสบการณ์ออฟไลน์
“ดังนั้นการคอลแลบส์ครั้งนี้ จึงไม่ได้เพียงแต่เพิ่มยอดขายและฐานลูกค้าใหม่ให้กับแบรนด์ แต่ยังทำให้แบรนด์ KFC ดูเข้าถึงง่ายและจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้บริโภคระยะยาว”
จับเทรนด์กินเดี่ยว-ราคาเบา
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง KFC จะเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภค เช่น การปรับเมนูให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การพัฒนาเมนูที่สะดวก กินง่าย และการนำแคแร็กเตอร์มาสร้างสีสันในตลาด
“เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สะท้อนจากที่เริ่มเห็นเทรนด์การกินเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ทำให้สินค้าแบบชุดอิ่มคุ้มสำหรับ 1 คน ในราคา 80-90 บาทได้รับความนิยมสูง ขณะที่ราคาต่อบิลเฉลี่ยอยู่ที่ 180-190 บาท”
โดยในไตรมาส 3 จะมีโปรดักต์ใหม่ออกมาในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มของหวาน ก็จะมีการออกไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสชาติใหม่อีก 2-3 รสชาติในช่วงครึ่งปีหลัง ควบคู่ไปกับการจัดแคมเปญใหญ่ตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น แคมเปญวันแม่ เพื่อกระตุ้นตลาดให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น
ยืนยันตรึงราคาเต็มที่
ด้านต้นทุนวัตถุดิบที่อาจจะมีการผันผวนในสินค้าบางตัว บริษัทก็มีแผนที่จะพยายามหาโมเดลใหม่ ๆ และบริหารจัดการหลังบ้านเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเบื้องต้นบริษัทจะยังคงตรึงราคาสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งจะมีการวางราคาให้หลากหลายตั้งแต่เมนูอิ่มเดี่ยวเริ่มต้น 69 บาท ไปจนถึงบักเก็ตใหญ่ 199 บาท เพื่อตอบโจทย์ทุกระดับรายได้
ครึ่งปีหลังลุยขยายสาขาต่อเนื่อง
พร้อมกับเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มอีกหลายแห่งในช่วงครึ่งปีหลัง จากปัจจุบัน KFC มีสาขาทั้งหมด 1,156 แห่งทั่วประเทศ ส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ
เบื้องต้นบริษัทได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าเป็นอันดับแรก พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชน เช่น การส่งอาหารให้ศูนย์อพยพและเจ้าหน้าที่ โดยปัจจุบันสาขาในพื้นที่เสี่ยงกว่า 10 แห่งกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติแล้ว
ที่มา : ‘เคเอฟซี’ ไม่หวั่นสงครามราคา ชูกลยุทธ์เพิ่ม Value มัดใจลูกค้า