ความหมาย และเบื้องหลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของ บทสวดถวายพระพร (พาหุงมหากา) บทสวดเพื่อชนะมาร

รู้จักบทสวดถวายพระพร (พาหุงมหากา)
พระพุทธชัยมงคลคาถา หรือมักเรียกว่า พระคาถาพาหุง ตามวรรคแรกของพระคาถา หรือในภาษาบาลีเรียก พาหุงมหาการุณิโก หรือ พาหุงมหากา เรียกอีกอย่างว่า ชัยมงคลคาถา หรือ บทสวดถวายพรพระ เป็นชื่อพระคาถาในพระพุทธศาสนา มีความยาวแปดบท ใช้สวดสรรเสริญชัยชนะแปดประการที่พระสมณโคดมทรงมีเหนือมนุษย์และอมนุษย์ด้วยธรรมานุภาพ
พระคาถานี้ปัจจุบันมักใช้สวดต่อจากคาถาทำวัตรเช้าหรือเย็น
ที่มาของบทสวด
ที่มา ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก
ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต แสดงความเห็นไว้ว่า
คาถาพาหุง เรียกเป็นทางการว่า ชยมังคลอัฏฐกคาถา อ่านว่า “ชะยะมังคะละอัตถะกะคาถา” แปลว่า “คาถาว่าด้วยชัยชนะ ๘ ประการ อันเป็นมงคลของพระพุทธเจ้า” ที่เรียกกันติดปากว่า “คาถาพาหุง” เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า “พาหุง”
บางกระแสว่าน่าจะแต่งโดยนักปราชญ์ศรีลังกา เพราะพระลังกาสวดกันได้ทุกรูป
นอกจากนี้ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า ผู้ประพันธ์คาถานี้คือ พระมหาพุทธสิริเถระ ซึ่งรจนาคัมภีร์ฎีกาพาหุง ในราว พ.ศ. 2006 ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนพุทธศตวรรษที่ 2100
ทั้งนี้ บางกระแสระบุว่า คาถานี้ชื่อว่า “บทถวายพรพระ” เพราะแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดินชนะศึก
ส่วนจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) ระบุว่า เป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ท่านเล่าว่าได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยาในนิมิต และได้ทราบว่า เป็นบทสวดที่สมเด็จพระพนรัตน์ ได้จารึกถวายต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำ ระหว่างอยู่ในพระบรมหาราชวัง หรือระหว่างออกศึกสงคราม เพื่อให้มีชัยต่อพระมหาอุปราชแห่งพม่า และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากกรุงหงสาวดีได้สำเร็จ
อานิสงส์การสวด
สร้างพุทธคุณให้เกิดในตน มีผลพ้นบ่วงมาร
บทสวดนี้มีอานุภาพเนื่องจากเป็นคาถาที่นำเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงผจญและชนะมารได้รวมลงไว้ในคาถานี้
ช่วยให้จิตใจเข้มแข็ง พร้อมเผชิญอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาเสมอ บางอย่างเป็นผลจากกรรม ที่ทำไว้ในอดีตผ่านมา บางคราก็เกิดจากกรรมปัจจุปัน
ซึ่งหากผู้สวดน้อมนำสารธรรมที่แฝงความหมายของเเง่คิดในบทสวด มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ มีผลให้เกิดสติปัญญา ขจัดปัดเป่าอุปสรรคข้อข้องหมดสิ้นไปจากชีวิต ด้วยความเข้มขลังจากตัวคาถา
พุทธบารมีแต่ละประเภท ในการปราบมารแต่ละประเภท
ทรงชนะมารโดยไม่ใช้พละกำลัง แต่เพราะพระธรรมตามลำดับขั้นของมารแต่ละประเภท
ความเข้มขลังของพลังพระพุทธมนต์บทนี้ อยู่ที่สารธรรม คือ พุทธวิธีที่ทรงใช้ เพราะชัยชนะของพระพุทธองค์ มิใช่ทรงมาได้ด้วยพละกำลัง แต่ทรงได้มาด้วยพระธรรมของพระองค์เอง คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระกรุณาคุณ จึงเป็นชัยชนะ ที่มิต้องมีการเสียเนื้อของผู้เข้ามาผจญแต่อย่างใด
ลำดับขั้นของบารมี
เริ่มตามลำดับ ดังนี้
บทที่ 1 ปราบมาร ด้วยทานบารมี
พระคาถาพาหุงบทแรก พญามารเข้าผจญพระพุทธองค์เพื่อขวางการตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงใช้บารมีของพระองค์ ปรากฎพระแม่ธรณีออกมาบีมมวยผม
อานุภาพแห่งพระคาถาบทที่1
สะท้อนพุทธคุณในการช่วยปัดเป่าอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
ทรงปราบอาฬาวกะยักษ์ที่ได้รับพรจากท้าวเวสสุวรรณให้จับสิ่งมีชีวิต ที่เข้ามาไกล้เขตของตนกินได้ โดยทรงใช้ขันติเข้าปราม
อานุภาพแห่งพระคาถาบทที่2
เพื่อเอาชนะคนที่มีจิตใจกระด้างอำมหิต
บทที่ 3 ปราบช้าง ด้วยเมตตาธรรม
พระเทวทัตคิดกลอุบายปล่อยช้างนาฬาคิรี ที่เมาและตกมันมาหมายจะสังหารพระพุทธองค์ ทรงแผ่เมตตาไปยังพญาช้างทำให้พญาช้างสงบ
อานุภาพของพระคาถาบทที่ 3
เพื่อชนะศัตรูสัตว์ร้ายทั้งหลาย
บทที่ 4 ปราบมหาโจร ด้วยอิทธิฤทธิ์
โจรองคุลีมารถือดาบหมายจะสังหารพระพุทธองค์ และทรงใช้อิทธิฤทธิ์ทางใจจนสามารถเอาชนะใจโจร องคุลีมารให้กลับใจได้
อานุภาพของพระคาถาบทที่ 4
เพื่อป้องกันโจรและกลับใจคนได้
บทที่ 5 ปราบหญิงแพศยา ด้วยสันติธรรม
นักบวชลัทธิเชนจ้างโสเภณี ชื่อ จิญจายะใส่ร้ายว่า ท้องกับพระพุทธองค์ ทรงชนะได้ด้วยวิธีสงบพระหฤทัย จนท้ายที่สุด นางจิญจายะต้องโทษถูกธรณีสูบเอง
อานุภาพพระคาถาบทที่ 5
เพื่อเอาชนะการใส่ร้าย การชนะคดีความ
บทสวดพาหุงมหากา
เริ่มต้น
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )
พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
แหล่งข้อมูล:ความหมาย และเบื้องหลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของ บทสวดถวายพระพร (พาหุงมหากา) บทสวดเพื่อชนะมาร