InterGOLD ชี้ทองคำครึ่งปีหลังเสี่ยงพักฐาน 100-150 ดอลลาร์ หลังรับปัจจัยบวกนาน

InterGOLD ประเมินราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2568 เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบกว้าง ชี้มีโอกาสพักปรับฐานลด 100-150 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังรับปัจจัยบวกมานาน ชูกลยุทธ์ธุรกิจ The Next Move ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 10% เปิดเกมรุกแพลตฟอร์มดิจิทัล ขยายฐานนักลงทุนทองคำ
นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด หรือ InterGOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2568 ว่ายังคงเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบกว้าง ครึ่งปีหลังราคาทองคำมีโอกาสปรับฐานลง 100-150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เนื่องจากตลาดทองคำรับปัจจัยบวกมามากแล้ว และยังไม่เคยมีการปรับฐานมานาน หลังจากปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดประมาณ 54,000 บาทต่อบาททองคำในครึ่งปีแรก ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 25% จากปลายปีที่ผ่านมา โดยมองแนวรับที่ 3,300 และ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ราคาทองคำไทยอยู่ที่ 51,300 และ 50,500 บาท

ธีรรัฐ จุฑาวรากุล
สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำ ซึ่งนักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่
– นโยบายการเงินสหรัฐฯ: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปี 2568 ทั้งที่เคยส่งสัญญาณการปรับลด 3 ครั้ง การลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาด เป็นปัจจัยเชิงลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเพิ่มต้นทุนการถือครองทองคำของนักลงทุน
– สงครามการค้า: ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศเริ่มคลี่คลายลง การเจรจาและความคาดหวังจากข้อตกลงการค้าต่างๆ ไม่ได้สร้างแรงหนุนให้ราคาทองคำเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่กลับส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่อาจทำให้ราคาปรับลง
– ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ระหว่างอิสราเอล-อิหร่านยังมีความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ รัสเซียและยูเครนก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติ หากปะทุขึ้นอีกครั้งอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น ขณะที่สงครามการค้าเริ่มสงบลงและลดแรงหนุนจากความไม่แน่นอน
– ทิศทางธนาคารกลางโลก: ธนาคารกลางจีนมีการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเวลา 14 เดือนในปี 2567 แต่เมื่อหยุดการซื้อ ราคาทองคำปรับตัวลงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแสดงว่านโยบายการซื้อทองคำของจีนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดทองคำโลก ปัจจุบันจีนกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่จีนหยุดเข้าซื้อทองคำ เพราะอาจส่งผลต่อความผันผวนของตลาด
– ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ: ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะและนโยบายการเพิ่มปริมาณเงินอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มมองหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองสากล
– ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ: ภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะหากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือนโยบายภาษีนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำได้รับแรงหนุนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การปรับฐานของทองคำในระยะสั้นอาจไม่ได้เกิดจากปัจจัยลบอย่างชัดเจน แต่เกิดจากภาวะที่ตลาด “รับข่าวดีไปมากแล้ว” จนทำให้แรงซื้อเริ่มชะลอ กองทุนหรือธนาคารกลางที่สะสมทองคำในช่วงก่อนหน้าอาจอาศัยจังหวะนี้ขายทำกำไร หากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้นตลาด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพักฐานเพื่อรอข่าวหรือแรงหนุนรอบใหม่
โดยภาพรวมทองคำยังเป็นเทรนด์ขาขึ้นและยังคงเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์สำหรับนักลงทุนในปี 2568 และปีถัดไป ซึ่งมีศักยภาพที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำโลกกำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ 3,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทองคำไทยอยู่ที่แนวต้านราว 52,000 บาทต่อบาททองคำ หากราคาทองคำโลกสามารถทะลุและยืนเหนือ 3,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก็มีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ซึ่งจะส่งผลให้ทองคำไทยขยับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 53,000 บาท
นายธีรรัฐ มองว่า กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง คือ การเน้น “ตั้งรับ” โดยปรับกลยุทธ์จากการเก็งกำไรระยะสั้น มาเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ ทยอยการลงทุน (Dollar Cost Average: DCA) เพื่อบริหารต้นทุนเฉลี่ย และถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
“ราคาทองคำในประเทศหลังจากทำจุดสูงสุด 54,000 บาท/บาททองคำในครึ่งปีแรก กำลังเข้าสู่ช่วงพักฐาน จึงเป็นจังหวะเหมาะในการทยอยสะสม โดยเฉพาะนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ควรเน้นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน” นายธีรรัฐ กล่าว
นายธีรรัฐ ยังเปิดเผยในส่วนแผนงานบริษัทฯ อีกว่า ปี 2567 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ InterGOLD โชว์ศักยภาพการเติบโตในตลาดทองคำไทย ด้วยยอดขายติดอันดับ 4 ของกลุ่มผู้ประกอบการค้าทองคำในประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโต 10% จากปี 67 ที่มียอดขายมูลค่า 610,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนเดินหน้าขยายกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อเข้าถึงนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งรายย่อยและร้านทอง
ครึ่งปีแรกของปีนี้ InterGOLD เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะฐานลูกค้ารายบุคคลที่เพิ่มขึ้นถึง 50% สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรุ่นใหม่ โดยสัดส่วนลูกค้าของ InterGOLD มาจากร้านทอง 80% และกลุ่มอื่นๆ 20% ส่วนผลิตภัณฑ์ทองคำที่จำหน่ายเป็นทองคำแท่ง 96.5% ประมาณ 70% และทองคำ 99.99% ที่เหลือ บริษัทจำหน่ายทองแท่งขนาด 5-50 บาท และทองที่ระลึกขนาด 0.5-2 กรัม
นายธีรรัฐ กล่าวว่า InterGOLD ได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจร ผ่าน 2 แอปพลิเคชันหลัก ได้แก่ Gold2Go สำหรับนักลงทุนรายย่อย และ InterGOLD สำหรับร้านทองหรือผู้ซื้อขายทองคำในปริมาณมาก ด้วยระบบจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ โดยมียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 200,000 ครั้ง และในครึ่งปีแรกของปี 2568 Gold2Go มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นกว่า 70% สะท้อนถึงความนิยมและการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน
นอกจากการขยายฐานลูกค้า InterGOLD ยังให้ความสำคัญกับ การบริหารความเสี่ยง จากความผันผวนของราคาทองคำ ด้วยแนวคิดการลงทุนอย่างมีวินัยและการสร้างภูมิคุ้มกันพอร์ตผ่านวิธี Dollar-Cost Averaging (DCA) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในช่วงราคาผันผวน พร้อมกับพัฒนาแอปพลิเคชันให้ยืดหยุ่น รองรับนักลงทุนทุกระดับ โดยเริ่มต้นซื้อทองได้เพียง 100 บาท และสามารถรับทองคำจริงตั้งแต่ 0.5 กรัม
ด้านกลยุทธ์การตลาด InterGOLD มุ่งสร้างความเชื่อมั่นบน 3 แกนหลัก ได้แก่ ความยั่งยืนของการลงทุน (Empathy) ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency) และบริการต่อเนื่อง 24/7 (Consistency) โดยลูกค้าสามารถซื้อขายและติดตามพอร์ตแบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้ InterGOLD ยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าเชิงกลยุทธ์ ทั้งในมิติพื้นที่และรูปแบบบริการ ตั้งเป้าเพิ่มร้านทองคู่ค้าทั่วประเทศกว่า 3,000 แห่ง และเริ่มบริการรับทองคำจริงนอกพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเริ่มจากเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อสร้างความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์นักลงทุน
นายธีรรัฐ กล่าวเสริมว่า บริษัทยังพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มให้เป็น All-in-One Platform ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่ฟีเจอร์ Gamification สำหรับนักลงทุนให้แข่งขันและวัดผลการลงทุน ไปจนถึงระบบลงทุนอัตโนมัติ (Auto-Trading) และการร่วมมือกับ Open Banking เพื่อผสานเทคโนโลยีการเงินเข้ากับความปลอดภัยระดับธนาคาร
ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอน InterGOLD ยังคงเน้นความปลอดภัยสูงสุด ด้วยเทคโนโลยี e-KYC ตรวจสอบตัวตนอัตโนมัติ มาตรการ Cyber Security และระบบติดตามธุรกรรมย้อนหลัง เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าการลงทุนในทองคำผ่าน InterGOLD นั้นปลอดภัยและเชื่อถือได้
“การขยายฐานลูกค้าบุคคลและการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล จะช่วยให้ InterGOLD สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์ความต้องการลงทุนทองคำในทุกกลุ่มลูกค้าได้อย่างครบวงจร” นายธีรรัฐ กล่าว

ที่มา : InterGOLD ชี้ทองคำครึ่งปีหลังเสี่ยงพักฐาน 100-150 ดอลลาร์ หลังรับปัจจัยบวกมานาน