ส.อ.ท.คาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยช่วงที่เหลือปี 68 จะไม่ทรุด หลังเอกชน-รัฐเตรียมลงทุน

ส.อ.ท. คาดการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยช่วงที่เหลือปี 68 จะไม่ทรุดกว่านี้ หลังภาครัฐและเอกชนเตรียมลงทุนเพิ่มมากขึ้น

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่เหลือของปี 68 เราคาดการณ์ว่าน่าจะเหมือน 7 เดือนที่ผ่านมา และคงจะไม่ทรุดกว่านี้

เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้เสนอเรื่องการสนับสนุนการลงทุนมากขึ้น และน่าจะมีการเร่งการลงทุนในประเทศ ให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อัตราภาษีทรัมป์ของไทยสู้กับประเทศคู่แข่งได้ ดึงการลงทุนจากต่างชาติและในไทยได้

นอกจากนี้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 68 โดยเรายังคงเป้ายอดขายในประเทศ 600,000 คัน ส่วนยอดผลิตปี 68 ได้ปรับลดลงแล้ว โดยแบ่งเป็น ผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และผลิตเพื่อขายในประเทศ 500,000 คัน รวมผลิต 1,450,000 คัน

"เราอยากขอบคุณ กนง.ที่มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงช่วยให้ผู้กู้ลดภาระจ่ายดอกเบี้ยลง ทำให้ชำระคืนเงินกู้ได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลง และขอบคุณทีมไทยแลนด์ที่เจรจากับทีมงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนได้อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าสหรัฐอเมริกา 19% ซึ่งน่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศได้มากขึ้นเพื่อส่งออกและสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลงจากการชำระหนี้ ไม่ใช่ลดลงเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อซึ่งลดลงมาหลายไตรมาสแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ภาษีทรัมป์ของไทยที่ 19% ดูจะเสียเปรียบเวียดนามที่ 20% เมื่อเงินด่องเวียดนามอ่อนค่ามาก"

สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 49,102 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 1.95 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 5.84 เพิ่มขึ้นติดต่อกันสี่เดือนเพราะยอดขายรถยนต์นั่งโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงได้มากกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องมากว่า 30 เดือนเหลือแค่ 11,022 คัน ลดลงร้อยละ 16.3 (ปี 2562 ก่อนโควิด 19 รถกระบะขายในประเทศเฉลี่ยเดือนละ 35,973 คัน เท่ากับ 35.70% ของยอดขายรวม 1,007,552 คัน)

ทั้งนี้เพราะความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศที่ยังขยายตัวในอัตราต่ำร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 2/2568 การลงทุนของเอกชนเติบโตแค่ร้อยละ 4.1 สาขาอุตสาหกรรมเติบโตแค่ร้อยละ 1.7 นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนลดลงมาก ทำให้สาขาพักแรมและอาหารเติบโตเพียงร้อยละ 2.1 คงต้องติดตามการลงทุนของเอกชน การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนต่อไป คาดหวังงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้นจากปัจจุบัน

"รถยนต์นั่งและรถกระบะไฟฟ้ายังส่งออกอีกในเดือนนี้ 167 คัน ปีนี้เป็นปีประวัติศาสตร์ของไทยที่ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า ตามที่รัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ใช้น้ำมันและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่มีนโยบายและความพร้อมของโครงสร้างแตกต่างกัน ซึ่งมองว่าเรามาถูกทางแล้วที่ส่งเสริมให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และกระตุ้นให้ใช้ในประเทศ เพราะทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน"

ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงเดือน ก.ค. 2568

– รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี หรือ BEV มีจดทะเบียนใหม่จำนวน 12,124 คัน เพิ่มขึ้น 45.51% จากเดือนก.ค. 67 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 81,179 คัน เพิ่มขึ้น 35.08% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และนับถึงวันที่ 31 ก.ค. 68 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 307,428 คัน เพิ่มขึ้น 60.61% จากปีที่แล้ว

– รถยนต์ไฮบริด หรือ HEV มีจดทะเบียนใหม่จำนวน 11,815 คัน เพิ่มขึ้น 0.61% จากเดือนก.ค. 67 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 84,128 คัน เพิ่มขึ้น 0.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และนับถึงวันที่ 31 ก.ค. 68 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 552,469 คัน เพิ่มขึ้น 29.49% จากปีที่แล้ว

– รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV มีจดทะเบียนใหม่จำนวน 1,286 คัน เพิ่มขึ้น 55.69% จากเดือนก.ค. 67 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีจดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 12,632 คัน เพิ่มขึ้น 120.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และนับถึงวันที่ 31 ก.ค. 68 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 75,693 คัน เพิ่มขึ้น 27.03% จากปีที่แล้ว

ที่มา : ส.อ.ท.คาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยช่วงที่เหลือปี 68 จะไม่ทรุด หลังเอกชน-รัฐเตรียมลงทุน

116
วันที่ 31 สิงหาคม 2568