“ดี้ ปัทมา” พูดถึงปมมรดกบ้าน “เอ๋ ไพโรจน์” ย้ำ “เบสท์” ลูกสาว มีสิทธิ์จัดการตามกฎหมาย

“ดี้ ปัทมา” พูดถึงปมมรดกบ้าน “เอ๋ ไพโรจน์” ย้ำ “เบสท์” ลูกสาว มีสิทธิ์จัดการตามกฎหมาย เผยทุกอย่างมีหลักฐานพิสูจน์ได้ – พร้อมให้กำลังใจ “เบสท์”

จากกรณีที่ คุณพลอยรัชษ์ หรือ คุณเอ๋ อดีตภรรยา ของผู้กำกับชื่อดัง “เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร” เข้ายื่นหนังสือ คัดค้านการจัดตั้งผู้จัดการมรดก ที่ลูกสาวคือ “เบสท์ ปณิชา” ได้ไปยื่นต่อศาลไว้ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางกระแสขัดแย้งในครอบครัวเรื่องทรัพย์สินและบ้านพักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่า 20 ปี


วันที่ 31 สิงหาคม 68 ดี้ ปัทมา ปานทอง นักแสดงชื่อดัง ที่เดินทางเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ปริญญาโทนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก่อนเข้าหอประชุม ดี้ ปัทมา ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ เอ๋ พลอยรัชษ์ อดีตภรรยา เอ๋ ไพโรจน์ ยืนคัดค้าน เบสท์ (ลูกสาวเอ๋) เรื่องจัดตั้งผู้จัดการมรดก

“สำหรับประเด็นของน้องเบสท์ ลูกสาวเอ๋ ไพโรจน์กับภรรยาเก่า ในเรื่องของมรดก จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ควรเป็นปัญหา เพราะว่า พี่เอ๋(ไพโรจน์) กับ คุณเอ๋(อดีตภรรยา) เขาเลิกกันไปแล้ว ต่อให้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ที่คุยกับน้อง(ลูกสาว)มาตั้งแต่แรก น้องเขาก็มีส่วนที่จะแบ่งให้คุณเอ๋เพราะว่า เขาก็อยู่กันมานาน แล้วก็ไม่อยากให้ออกไปโดยไม่มีค่าขนย้าย แต่พอเรามาได้ยินเรื่องก็แอบตกใจ คือมันไม่น่าเกิดได้ จริงๆ แล้วเรื่องทั้งหมด เป็นเพราะความใจดีของพี่เอ๋ คือเหมือนอดีตภรรยายังไม่พร้อมจะไป ก็เลยขออยู่ เลยมีการให้อยู่”

เลิกกันหกปีแล้ว แต่ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน? “คือเหมือนคนที่อยู่ด้วยกันมานาน เหมือนเป็นรูมเมตกัน พี่เอ๋ก็คงมองว่าน้องเอ๋ยังที่จะไป ก็เลยให้อยู่ไปด้วยกัน แต่ถ้าจะดีจริงๆ ก็คือต้องให้ขาดไปเลย ซึ่งเรื่องการเลิกรากัน ถ้าเป็นคนในครอบครัวหรือคนรอบข้างก็จะทราบ แล้วพี่เอ๋มีการไปออกทีวีเลยทำให้คนทั่วไปได้ทราบว่าเขาทั้งสองคนเลิกกันแล้ว เพราะว่าเรื่องสุดท้ายที่พี่ไปถ่ายละครด้วยกัน ที่เจอกันกับพี่เอ๋ น้องเอ๋ก็ไม่ได้มาแล้ว”

“ส่วนคุณเอ๋(อดีตภรรยา) ที่เขาให้เหตุผลว่า ไปออกรายการที่จริงแล้วยังอยู่ด้วยกัน ตอนดีก็ดีกัน คือมันเป็นเรื่องในบ้าน เราก็ไม่ได้อยากพูด ทางพี่เอ๋เขาก็คงพูดไม่ได้เพราะเขาไม่อยู่แล้ว แต่เราก็เชื่อพี่เอ๋ เพราะระยะหลังพี่เอ๋ก็อยู่กับน้องเบสท์ตลอด ไปไหนมาไหนกับลูกตลอด และที่อดีตภรรยาได้พูดในมุมที่ว่า 20 ปีที่อยู่ด้วยกันมา มันมีอะไรหลายอย่างที่เขาสร้างมาด้วยกัน ถามว่าในกรณีนี้คิดว่าเขามีส่วนได้ไหม ก็ต้องไปฟ้องศาลเอา เพราะไม่รู้ว่ายังไง แต่จริงๆ ถ้าจะคุยกันดีๆ ก็คุยกับน้องเบสท์ไป ถ้าคิดว่าคุณมีหลักฐานในการที่คุณได้ร่วมลงทุนทำอะไรอย่างนี้ ถ้าในมุมมองของพี่นะ ซึ่งเราก็คุยกับน้องเบสตลอด”

มีการให้กำลังใจอย่างไรบ้าง? “คือพี่ว่าโชคดีที่น้องเบส์เป็นคนที่มีสติและมีสมาธิดี เลยไม่ตื่นอะไรง่ายๆ แล้วน้องต้องอยู่ในความเชื่อจากที่เขาอยู่กับพ่อเขามา ในเวลาช่วงสุดท้ายที่เขาอยู่ด้วยกัน เขาก็จะเห็นความคืบหน้า ความมีอะไรหรือไม่มีอะไรระหว่างพ่อกับน้องเอ๋”
 

อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า การกระทำของเบส ไม่เหมาะสม ที่มีการล็อคบ้านและไล่ออกจากบ้าน? “ไม่จริงเลยค่ะ เพราะวันที่ไปลอยอังคารน้องเบสท์ก็ยังพาเขาไปด้วย พี่ก็อยู่ในเหตุการณ์”


มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่บอกว่ายังคาใจในเรื่องของการเสียชีวิตของพี่เอ๋? “พี่ว่าน่าจะหาประเด็นหรือเปล่า จะคาใจอะไรแพทย์ก็ผ่าพิสูจน์ไปแล้ว ถ้าพี่พูดก็จะรู้สึกว่าเข้าข้างพี่เอ๋หรือเบสท์ แต่พี่พูดในสิ่งที่พี่เห็นและสัมผัสได้มากกว่า พี่ว่าเขาหาเรื่องพูดมากกว่า เพราะว่าพี่เอ๋เขาเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การที่หัวใจวายเฉียบพลัน ก็ไม่ได้ตายผิดปกติไม่ใช่หรอ”

มีบอกว่าช่วงสุดท้ายเขาไม่ได้อยู่กับพี่เอ๋? “เขาไม่ได้เป็นเมีย เขาจะอยู่ได้ยังไงล่ะ ถูกไหม แค่นั้นแหละ”

ความสัมพันธ์ระหว่างเบสกับคุณเอ๋(อดีตภรรยา) ของพี่เอ๋ ก่อนหน้านี้เป็นยังไงบ้าง? “หลังจากที่พี่เอ๋เลิกไปแล้ว พี่เอ๋ก็เริ่มไปทำงานกับลูก ทำหนังด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นน้องเอ๋ก็ไม่ได้เข้ามา ความสัมพันธ์ก็อาจจะไม่ได้รักกอดคอกัน ก็ไม่ได้มีปัญหากันเลย แม้แต่วันงานศพก็ไม่ได้มีค่ะ คือน้องเอ๋จะมาในฐานะอะไร อดีตภรรยา ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ถ้าสมมติว่าพี่เป็นอดีตภรรยา พี่เลิกไปแล้ว อดีตสามีเสียชีวิตพี่ก็คงมาร่วมงานแล้วก็กลับบ้าน คือพอเกิดปัญหาตรงนี้ พี่ว่าพี่เอ๋ก็คงรู้สึกเสียใจว่าสร้างปัญหาให้ลูก นอกจากทิ้งงานที่จะต้องให้ลูกสานต่อแล้ว ยังจะทิ้งปัญหาขึ้นศาลให้ลูกสานต่ออีก พี่ว่าในที่สุดก็น่าจะตกลงกันได้ เพราะว่าทุกอย่างมันมีหลักฐาน มีพยาน มีรายได้ ถ้าเราเป็นผู้เสียภาษีมีราย เราก็ไปยืนยันได้ว่าเราได้เงินก้อนนี้ลงทุนทำอะไร ทุกอย่างมันมีหลักฐานหมด”

พรุ่งนี้จะมีการไปเจอกันครั้งแรกที่ศาล? “คิดว่ายังไงน้องเบสท์ก็คงเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นลูก”

การดูแลมรดกร่วมสามารถเกิดขึ้นได้ไหม? “ไม่ ไม่ได้สิ เขาไม่ได้เป็นภรรยาที่จดทะเบียน เขาจะร่วมได้ยังไง เรามองในมุมกฎหมาย แต่ทีนี้เขาก็ต้องไปคุยกับน้องเบสท์ว่าอะไร ยังไง แค่นั้นแหละ”

คิดว่าเบสจะมีความเป็นธรรมหรือใจอ่อนอะไรไหม? “คือจริงๆ แล้วเบสท์เขาพูดกับพี่ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะให้เขา ตั้งแต่วันที่ไปลอยอังคารแล้ว พี่ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้น้องเอ๋เปลี่ยนใจลุกขึ้นมาพูดอะไรแบบนี้ แต่พี่ว่าทุกอย่างเดี๋ยวมันก็จบ เพราะทุกอย่างมีหลักฐาน มีกฎ มีเกณฑ์ มีกติกา ว่าใครต้องได้อะไรทำอะไร ก็ประมาณนี้”

ที่มา : “ดี้ ปัทมา” พูดถึงปมมรดกบ้าน “เอ๋ ไพโรจน์” ย้ำ “เบสท์” ลูกสาว มีสิทธิ์จัดการตามกฎหมาย

1272
วันที่ 31 สิงหาคม 2568