ไม่อยากทะเลาะกับใคร! ขอใช้ช่องทาง ''ศาลปกครอง-กรมที่ดิน'' แก้เขากระโดง

ไม่อยากทะเลาะกับใคร! ขอใช้ช่องทาง ‘ศาลปกครอง-กรมที่ดิน’ แก้เขากระโดง
ผู้ว่าฯรฟท. ย้ำไม่ต้องการทะเลาะกับประชาชนเรื่องที่ดินเขากระโดงกว่า 5 พันไร่ ขอใช้ช่องทาง “ศาลปกครอง-กรมที่ดิน” แก้ปัญหาที่มีความชัดเจนอยู่แล้วจากศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกา และศาลปกครองกลาง ชี้ว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ
มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ที่มีครอบครัวของนักการเมืองตระกูลดัง และประชาชนอีกหลายร้อยคนเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ เมื่อไหร่จะจบ และจบลงด้วยวิธีไหน เพราะเป็นปัญหาคาราคาซังมากว่า 10 ปี
ทีมข่าว Special Report มีโอกาสสนทนากับ นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกี่ยวกับปัญหาที่ดินเขากระโดง จะจบลงแบบไหน? เมื่อไหร่? หลังจากปัญหาดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเป็นเรื่องทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
นายวีริศกล่าวว่า ตนเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ รฟท.ครบ 1 ปีพอดี และได้ศึกษาปัญหาที่ดินของการรถไฟฯ ในอดีตมาหลายแปลง จนมีแนวทางว่าการรถไฟฯ ไม่ต้องการที่จะฟ้องร้อง หรือทะเลาะกับใคร โดยเฉพาะกับประชาชน ดังนั้นเราจึงอยากให้ปัญหาที่ดินของการรถไฟฯบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ 80 ตารางวา จบลงโดย 2 ช่องทาง คือ 1.ศาลปกครอง 2.กรมที่ดิน
คิดง่ายๆ กรมที่ดินเป็นคนออกโฉนด ถ้ากรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทุกอย่างก็จบ จะให้การรถไฟฯไปฟ้องขับไล่ หรือไปทะเลาะกับประชาชนทำไม? เพราะทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกา (ตั้งแต่ปี60) และศาลปกครองกลาง ว่าตรงนั้น 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นที่ดินของหลวง (การรถไฟฯ)

เอาเป็นว่าในกรณีของศาลฎีกา ก่อนหน้านั้นมีกลุ่มประชาชนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เขากระโดง เขาอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก. ทั้งหมด 35 แปลง เขาก็ไปเดินเรื่องที่สำนักงานที่ดินจ.บุรีรัมย์ เพื่อขอออกโฉนด สำนักงานที่ดินจ.บุรีรัมย์จึงติดประกาศตามขั้นตอนการขอออกโฉนด เมื่อการรถไฟฯทราบจึงไปร้องคัดค้าน เรื่องก็ติดค้างอยู่ ทำอะไรต่อไม่ได้ ประชาชนกลุ่มนั้นจึงรวมตัวกันฟ้องการรถไฟฯ
การรถไฟฯจึงฟ้องแย้ง ก็ต่อสู้คดีกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งการรถไฟฯชนะทั้งหมด โดยคดีเกี่ยวกับที่ดิน เกี่ยวข้องกับเรื่องเอกสารทั้งนั้น ต่อสู้คดีกันหลายปีกว่าจะจบที่ศาลฎีกา ต่างฝ่ายต้องงัดเอกสาร-หลักฐานการครอบครองที่ดินมาต่อสู้กันจนหมดแล้ว
ดังนั้นเมื่อการรถไฟฯ ชนะคดีทั้ง 35 แปลง จากทั้งหมด 995 ที่เข้ามาอยู่ในที่ดินเขากระโดง กว่า 5,083 ไร่ แล้วต้องให้การรถไฟฯไปไล่ฟ้องอีก 900 กว่าแปลงด้วยหรือ?
การรถไฟฯ มีฝ่ายกฎหมายอยู่ 40-50 คน ถ้าจะไปไล่ฟ้องอีก 900 กว่าแปลง ต้องใช้ฝ่ายกฎหมายจำนวนมาก ต้องเสียงบประมาณอีกเท่าไหร่ เนื่องจากต้องลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ ลองนึกภาพต้องเสียค่ารถ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และโอที ไปอีกเท่าไหร่ ดังนั้นจึงขอเลือกใช้ 2 แนวทางในการแก้ปัญหา คือ 1.ศาลปกครอง 2.กรมที่ดิน เนื่องจากศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกา และศาลปกครองกลาง ชี้ชัดเจนอยู่แล้วว่า 5,083 กว่าไร่ เป็นที่ดินของการรถไฟฯ
พื้นที่ไม่ได้หาย! ยังอยู่ครบ 5,083 ไร่
นายวีริศเล่าต่อไปว่า มีหลายคนสงสัยว่าตอนนี้ที่ดินบริเวณนั้นเหลือแค่ 4,100 กว่าไร่ แล้วหายไปไหนเกือบพันไร่ ทำไมจึงไม่ครบ 5,083 ไร่ 80 ตารางวา
“ผมขออธิบายแบบนี้ว่าที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง เริ่มต้นจากกิโลเมตรที่ 0-8 โดยส่วนแรก คือ กิโลเมตรที่ 0-4 มีการกันพื้นที่สำหรับการเดินรถจากแนวรางรถไฟไว้ข้างละ 40 เมตร ส่วนกิโลเมตรที่ 4-8 มีการกันพื้นที่จากแนวรางรถไฟไว้ข้างละ 1,000 เมตร (1กิโลเมตร) ทำไมจึงกันพื้นที่ไว้มากมายขนาดนี้ เพราะตรงนั้นเป็นแหล่งหินแกรนิต เพื่อเก็บหินในบริเวณนี้ไปโรยซ่อม-สร้างทางรถไฟ”

เมื่อคิดพื้นที่ที่ถูกกันไว้แนวตลอดแนวรางรถไฟทั้งสองด้าน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 0-8 เนื้อที่จะครบ 5,083 ไร่ 80 ตารางวา ไม่ได้ขาดหายไปไหนเลย!
ไม่เฉพาะที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เท่านั้น ที่กันพื้นที่จากแนวรางรถไฟไว้ข้างละ 1,000 เมตร แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ก็เป็นแบบนี้ เพื่อไว้กองเก็บสินค้า เก็บวัสดุ หรือเอาไว้ทำโรงซ่อม
สมัยก่อนรถไฟยังเป็นรถจักรไอน้ำ ตรงไหนมีป่าไม้ดีๆ เช่นแถวๆ จ.สระบุรี ลพบุรี จะกันพื้นที่จากแนวรางรถไฟออกไปเป็น 1,000 เมตร เหมือนกัน เพื่อเอาไว้เก็บไม้มาทำฟืน-ไม้หมอน สมัยก่อนป่าไม้สมบูรณ์ บ้านเรือนผู้คนยังไม่มี การรถไฟฯจึงกันพื้นที่ออกไปได้มาก และไม่มีปัญหาอะไร ไม่ใช่ว่าต้องกันพื้นที่จากแนวรางรถไฟไว้แค่ข้างละ 40 เมตร ไปตลอดแนวรางรถไฟทั่วประเทศ
“ปัจจุบันการรถไฟฯ มีบริษัทลูก คือ บริษัทเอสอาร์ที แอสเสท จำกัด หรือ “SRTA” เพื่อพัฒนาพื้นที่ พัฒนาทรัพย์สินของการรถไฟฯให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ดินแปลงใหญ่ๆ ของการรถไฟฯทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จำนวน 28 แปลง ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่า ตรงไหนที่ยังเป็นพื้นที่เช่า ต้องเก็บค่าเช่าให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งค่าเช่าจะไม่เท่ากันสำหรับที่ดินเพื่อเกษตรกรรรม-ที่อยู่อาศัย และที่ดินเช่าเพื่อการพาณิชย์” นายวีริศ กล่าว
ที่มา : ไม่อยากทะเลาะกับใคร! ขอใช้ช่องทาง 'ศาลปกครอง-กรมที่ดิน' แก้เขากระโดง | เดลินิวส์