ภารกิจของรัฐบาลใหม่

หลังจากที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียง ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ด้วยวิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย
ท่ามกลางการขับเคลื่อนขอเสียงสนับสนุนทั้งจาก พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาลรักษาการ กับพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอแคนดิเดตเข้ามาแข่งขัน โดยผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องได้รับเสียงโหวตสนับสนุนตั้งแต่ 247 เสียงขึ้นไป จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯทั้งหมด 492 คน หรือเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่งของสภา
ปรากฏ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียงต่อ 152 เสียง แต่มีข้อตกลงร่วมระหว่าง พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย ที่ว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฏรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะต้องเร่งจัดทำ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เสร็จสิ้นในสมัยประชุมนี้โดยเร็ว โดยพรรคประชาชนยืนยันที่จะเป็นฝ่ายค้านต่อไป จะส่งผลให้รัฐบาลนายอนุทินกลายเป็น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเฉพาะกิจ ที่จะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปในที่สุด
ทว่าห้วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่จะไปถึงการเลือกตั้งนั้น กลับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายสำหรับภาคการส่งออก การเร่งจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ การใช้เงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและต้องเร่งการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอย่าให้เกิดการล่าช้า
การเปิดการเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อคงไว้ซึ่งอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้า หรือลดอัตราภาษีตอบโต้ลง การแก้ไขปัญหาเส้นอาณาเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เพื่อยุติสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน และการเจรจาแก้ไขปัญหา 4 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศและพร้อมที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นวิกฤตทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ จากการเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มให้สมกับการได้รับความไว้วางใจจากสภาที่โหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยไม่นำ “เงื่อนไข” การประกาศยุบสภา มาเป็นข้อบั่นทอนการปฏิบัติงานราชการให้เต็มเวลาที่ ให้คำมั่นอยู่
ที่มา : ภารกิจของรัฐบาลใหม่