สุดซวย! ''รถตกน้ำ'' ต้องทำอย่างไร?

จังหวะนรกพลาดสุดซวย! "รถตกน้ำ" ต้องเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์คับขัน วันนี้ "รู้ก่อนเหยียบ" มีคำแนะนำมาฝากครับ

เมื่อพูดถึงสถานการณ์อุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่ไม่มีผู้ใช้รถคนไหนอยากเจอ คงจะไม่พ้นเรื่องของ “การขับรถตกน้ำ” เพราะนอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ในหลายๆกรณีอาจจะถึงขั้นสูญเสียที่ร้ายแรง.. วันนี้ “รู้ก่อนเหยียบ” จึงขอพามาดูเทคนิกและวิธีการเอาตัวรอดมาฝากกันครับ

เทคนิกเอาตัวรอดจากรถตกน้ำ
1.เมื่อรถตกลงไปในน้ำ สิ่งที่สำคัญสุด คือ “สติ” อย่าร้องตะโกน ช่วงแรกที่รถจมน้ำ จะมีช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่รถจะจมทั้งคันให้ผู้ขับขี่ได้ตั้งสติ จากนั้นเริ่มปลอดเข็มขัดนิรภัย ปลดล็อกประตูทุกบาน หากเคยอ่านวิธีการแก้ไขต่างๆ มาก่อนล่วงหน้าก็เป็นส่วนช่วยได้เช่นกัน

2.เปิดกระจกและปลดล็อคประตูทุกบาน โดยเฉพาะคนขับที่สามารถทำได้กับทุกบาน เน้นย้ำว่าต้องรีบทำทันทีในช่วงที่ระบบไฟฟ้ายังใช้งานได้อยู่

3.หากไม่สามารถใช้ระบบไฟฟ้าได้ จะต้องเร่งออกทางหน้าต่าง เนื่องจากแรงดันน้ำจากนอกรถจะทำให้ไม่สามารถเปิดประตูได้ หากเปิดประตูไม่ได้ เมื่อเป็นดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องออกจากรถทางหน้าต่าง โดยทุบกระจกด้านข้างรถ เนื่องจากกระจกด้านหน้าและหลังรถเป็นกระจกนิรภัยมีความแข็งแรงมากกว่ากระจกด้านข้างรถ ที่สำคัญมองหาอุปกรณ์สำหรับทุบกระจก เช่น ค้อนทุบกระจก หรือ ก้านพนักพิงศีรษะ

วิธีการใช้ “ก้านพนักพิงศีรษะ” ให้ถอดพนักพิงศีรษะออกมาจากตัวเบาะ แล้วเอาก้านเหล็กเจาะเข้าไปที่ร่องกระจกของประตูด้านข้าง เข้าไปประมาณ 1 นิ้วจากนั้นให้ใช้มืองัดออกแรงเข้าหาตัวให้สุดแรงเพื่อให้กระจกแตก

4.เมื่อทุบกระจกด้านข้างแล้ว ให้พยายามสูดเอาอากาศเก็บไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะเอาตัวเองออกมาจากรถผ่านทางช่องหน้าต่าง

5.แต่ถ้าไม่สามารถออกจากรถทางหน้าต่างได้ ให้รอจนกว่าระดับน้ำจะเข้ามาในรถจนเกือบถึงเพดาน เพื่อให้แรงดันน้ำด้านในรถ กับด้านนอกไม่แตกต่างกันมาก จากนั้นให้สูดเอาอากาศเก็บไว้ให้มากที่สุด ก่อนที่จะเปิดประตู และออกจากตัวรถ

อย่าไงไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความไม่ประมาท” เพราะไม่มีใครอยากเกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเองและคนที่คุณรักอย่างแน่นอน ฉะนั้นควรพกอุปกรณ์ตัดสายเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ในรถ กรณีเกิดเหตุปลดสายไม่ได้ ซึ่งหลายๆแบบก็สามารถนำมาเป็นอุปกรณ์ช่วยทุบกระจกได้เช่นเดียวกัน.. พกไว้เถอะครับ อย่าให้ถึงวันที่สายเกินแก้

 

ที่มา : สุดซวย! 'รถตกน้ำ' ต้องทำอย่างไร? | เดลินิวส์

88
วันที่ 12 กันยายน 2568