“ออม สุชาร์” ขอพูดบ้าง จับได้ว่า “พริม” ไปปลุกแบรนด์เก่ามาค้าแข่ง มีคนแอบลบไฟล์สำคัญของสินค้าใหม่ นั่นคือเหตุผลที่ไม่ไว้ใจให้เขาบริหารต่อ

จากกรณี ดรามา “ออม สุชาร์” ที่ถูกพาดพิงว่า “ฮุบบริษัท” แบรนด์เครื่องสำอางที่ก่อตั้งร่วมกับ “พริม ณัฐชา” CEO สาว และ “ศสา” อดีตผู้จัดการส่วนตัว ของดาราชื่อดังหลายคน โดยในรายการโหนกระแสเมื่อวานนี้ มีการพูดคุยกับ พริม และ ศสา ในหลากหลายประเด็น ถึงการซื้อหุ้น 4% ที่ทำให้ออมกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ส่วนในวันนี้ จะเป็นคิวของ “ออม สุชาร์” ที่ได้มาพูดชี้แจงในมุมของตัวเองบ้าง 

ออม สุชาร์ ยืนยันว่า ในตอนแรกเริ่ม เราทำธุรกิจด้วยกัน ก่อตั้งกันมา 3 คน ด้วยความราบรื่นมาตลอด ตอนแรกสุดที่ตกลงกันก่อนจะไปจดทะเบียน มันคือ ออม 45 / พริม 45 / และ ศสา 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราโอเคกับตรงนี้ แต่ต่อมา พริมติดต่อมาทางคุณแอม พิธาน แฟนของออม สุชาร์ บอกว่าถ้าถือหุ้นกันแบบนี้ จะตัดสินใจหรือบริหารยาก ขอปรับเป็น พริม 51 / ออม 45 / ศสา 4 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ได้ไหม แอม พิธาน บอกไปว่า ความซื่อสัตย์สำคัญที่สุด เมื่อรับปาก ศสา ไปแล้วว่า 10% ก็ต้อง 10% 

แต่หลังจากนั้น พริมก็ยังยืนยันว่าจะแบ่ง 51 / 45 / 4 ตามเดิม ซึ่ง ออมบอกว่า ตนเป็นดารา ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจ จึงยอมตามไป แต่สุดท้ายเราก็มาตกลงกันในตอนจดทะเบียนว่า 48 / 48/  4 

หลังจากนั้น เรื่องราวก็ดำเนินไป สิ่งที่ทำให้ออมมาเสียใจครั้งแรกสุด คือตอนที่เข้าไปใน Google Drive ของ Fleen Beauty เพื่อจะหาโลโก้แบรนด์ แต่พอค้นหา กลับไปพบ ไฟล์โลโก้ของ RAD ซึ่งมันเป็นโฟลเดอร์หลังบ้านของเราเอง ทำไมถึงมีไฟล์ของแบรนด์อื่น ทั้งที่เขายืนยันกับเราก่อนแล้วว่า เขาเลิกทำ RAD ก่อนที่จะมาทำ Fleen กับเรา แต่พอมาเจอในโฟลเดอร์ของเราเองแบบนี้ เรารู้สึกเสียใจทันที

ออม ยืนยันว่า รู้ก่อนแล้วว่า พริมทำแบรนด์ RAD มาก่อน แต่วันที่มาคุยกันว่าจะทำ Fleen เราได้เห็นว่า แบรนด์ RAD ไม่ได้มีการส่งงบให้นายทะเบียน จนถูกคัดชื่อออก เป็นอันว่าไม่ได้ประกอบกิจการนี้แล้ว เราจึงคิดว่าเขาหยุดแล้ว แล้วมาเริ่มทำ Fleen กับเรา ในปี 2566 

แต่ปรากฏว่าในปี 2567 กลับพบหลักฐานว่า ะริมไปจดทะเบียนแบรนด์ RAD (รอบ 2 ขอเรียกว่า RAD2) ในปี 2567 หลังจากมี Fleen แล้ว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามั่นใจว่าเขาคิดจะ “ค้าแข่ง” ด้วยผลิตภัณฑ์เดียวกันแน่นอน แม้ว่าจะไม่มีระบุในสัญญาผู้ถือหุ้น เรื่องการห้ามค้าแข่ง แต่ทนายความของคุณออม ก็ยืนยันว่า มันมีข้อห้ามนี้อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องการห้าม “กรรมการบริษัท” มาทำการค้าแข่งกัน แล้วทำให้เกิดความเสียหาย สามารถฟ้องร้องได้

ต่อมามีการเผยว่า ออม เคยทำคลิป TikTok ใช้สินค้า RAD ในคลิปแต่งหน้า เหมือนเป็นการโปรโมตให้เขาอยู่เลย ออมบอกว่า รองพื้นชิ้นนี้เป็นของที่พริมเอามาฝากไว้ที่บ้าน บอกว่าเขาเคยทำสินค้าตัวนี้นะ เอามาให้เราลองดู วันนั้นเราทำคลิปตามปกติ แล้วเห็นว่ามีรองพื้นชิ้นนี้อยู่ที่บ้าน ไหนๆก็เป็นสินค้าของพริม ที่เขาไม่ได้ขายแล้ว เราก็เลยหยิบมาใช้ในคลิป ด้วยความไม่คิดอะไร แค่นั้นเอง

ออมเล่าอีกว่า ตอนที่รู้ว่า พริม กำลังจะมาทำแบรนด์ใหม่ที่ขายสิ่งเดียวกัน ใช้โรงงานเดียวกัน แพ็คเกจจิงก็ทำที่เดียวกัน ทำของสิ่งเดียวกันมาขายแข่งกัน เขาแบ่งโฟกัสไปพัฒนาแบรนด์ใหม่ ทั้งที่เราทุ่มเทให้ Fleen มากๆ ผลิตคลิป ทำคลิป โปรโมตขาย Fleen มาตลอด แต่ผู้ถือหุ้นอีกคนกลับแบ่งโฟกัสไปทำอีกแบรนด์ที่ขายของแบบเดียวกัน มันถึงได้รู้สึกเจ็บปวด

อัง น้องสาวของออม บอกว่า นอกจากการไปตรวจเจอ โลโก้ใน Google Drive เรายังไปเจอ “ใบเสนอราคา” หัวแบรนด์ RAD ที่เป็นหลักฐานมัดตัวเขา จนเราไปถามพริม และมีการอัดเสียงเอาไว้  พริมก็บอกว่า “พริมก็รอจะบอกพี่ออมเหมือนกัน ว่าจะบอก มีไทม์มิงที่จะบอก แต่ยังไม่ได้บอก สิ่งที่พี่ออมไปเจอ มันยังเป็นซากอยู่เลย เข้าใจที่ออมเสียใจเหมือนกัน และเราเองก็เสียใจ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว”

ต่อมาเรายังไปเจอว่า พริมไปจดทะเบียน RAD2 โดยมีชื่อผู้จดทะเบียนเป็นกรรมการ ก็คือ คุณพริม และคุณม่อน สามีของพริม ที่เป็นพนักงานของบริษัท Fleen ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่า เราไม่สามารถไว้ใจเขาได้อีกแล้ว ที่จะให้เขามาบริหารจัดการบริษัทของเรา แต่ก็

เรื่องการซื้อหุ้น 4% ของพี่ศสานั้น ศสาถืออยู่ 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาท มูลค่า 1 แสนบาท เราเสนอว่าขอซื้อ 1 ล้านบาท แต่พี่ศสาต่อรองขอ 3 ล้าน แต่เราบอกว่าแพงเกินไป จึงมาสรุปที่ราคา 2.5 ล้านบาท 250 เท่าของราคาจริง

ยืนยันว่าไม่เคยไปพูดว่า บริษัทขาดทุน เพื่อบีบให้เขาขาย มีหลักฐานเป็นแชตหลังจากการขายหุ้นไปแล้ว พี่ศสายังทักมาหาออมว่า เขาขายหุ้นให้ออมในปี 2025 แต่เงินปันผลของปี 2024 ที่น่าจะได้เยอะกว่าปีก่อน เขายังไม่ได ฝากออมทวงให้ด้วย สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่า เขาต้องรู้ว่าบริษัทมีกำไร ไม่อย่างนั้นจะปันผลได้อย่างไร

ต่อมา อัง น้องสาวของ ออม ได้ขอเปิดคลิปเสียงหลักฐานสำคัญ คือคลิปเสียงหลังจากมีเรื่องราวฟ้องร้องกันแล้ว ระหว่าง ออม กับ พริม ปรากฏว่า ศสาโทรไปหา แอมป์ พิธาน แฟนของออม ขอให้แอมป์ช่วย “เมตตา” พี่ศสา ช่วยเพิ่มเงินให้พี่ศสาจำนวนหนึ่ง แต่เราไม่ขอเปิดเผยจำนวน แล้วพี่ศสา จะถอนตัวเองออกจากเรื่องนี้ เขาพูดเองว่า เขาเป็นคนสำคัญในเรื่องนี้ ในฐานะที่เขาเป็นคนขายหุ้นให้เรา และคุณศสา เป็นคนฟ้องออม ฐานซื้อหุ้นฉ้อฉล แต่หลังจากนี้ถ้าจะให้พี่ศสาถอนตัวเองออก ก็แค่จ่ายเงินมา แล้วพี่ศสาจะจบเรื่องนี้เอง ไม่ยุ่งกับใครอีก

ขณะที่ ศสา โฟนอินมาชี้แจงว่า หลังจากเรื่องมันกลายเป็นประเด็นร้อนแรง เราเครียดก็เลยโทรไปปรึกษาคุณแอมป์ เพราะสนิทสนมกันมา ยืนยันว่าตอนที่ขายหุ้น เราไม่เห็นมูลค่าของบริษัทเลย ถ้าเรารู้ว่า บริษัทไม่ได้เหลือเงินแค่ 3 ล้านตามที่ออมพูด เราก็คงไม่ขา่ยหุ้นให้ ซึ่ง ณ ขณะนั้น ธุรกรรมจะจบสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อ ศสา เซ็นตราสารการโอนหุ้นให้เขาเท่านั้น  ศสาจึงรู้สึกว่า ณ วันที่ขายหุ้นไป 2.5 ล้าน บาท เราไม่รู้เลยว่างบการเงินของบรษัทมันมากกว่านั้น เราจึงขอเงินเพิ่มได้ไหม เขาจึงจะยอมเซ็นตราสารให้

อังยืนยันว่า ณ วันที่ขายหุ้นให้พี่ศสา ทางฝ่ายเราก็ไม่รู้งบการเงินของบริษัท เพราะพริมเป็นคนบริหารเรื่องการเงินหลังบ้าน มันเพิ่งจะเดือนมกราคม 2568 เราจึงยังไม่รู้ว่าบริษัทจะได้กำไรเท่าไหร่ มูลค่าเท่าไหร่ ดังนั้นพี่ศสาจะบอกว่า เรารู้ เขาไม่รู้ไม่ได้ 

ศาสยืนยันว่า ที่เรียกร้องเราไม่ได้โลภ และไม่ได้มองว่า 2.5 ล้านที่ขายหุ้นไป มันน้อยเกินไป เราเพียงแต่มองว่า เราอยากจะอยู่กับ Fleen ไปยาวๆ โดยที่เราไม่รู้มูลค่าของบริษัทเลย มารู้ทีหลัง จึงต้องไปขอเงินเพิ่ม เพราะเรารู้สึกว่าเราถูกปกปิดมูลค่าของบริษัทนี้

ศสา ยืนยันว่า ไม่ได้บอกว่า “ออมมาบอกว่าบริษัทขาดทุน” ตอนที่มาขอซื้อหุ้น เพียงแต่เขาพูดกับเราเหมือนว่าบริษัทมันไปไม่รอดแล้ว เราจะต้องมาร่วมใช้หนี้ด้วย เราจึงคิดว่าขายดีกว่า เมื่อบริษัทมันไปไม่ได้แล้ว เราขายดีกว่า สิ่งที่อยากจะชี้แจงก็คือ เราไม่ใช่คนโลภ หรือเป็นนกสองหัว ลิ้นสองแฉก แบบที่ชาวเน็ตด่ากัน เราเพียงแต่มองว่า มันไม่เป็นธรรมกับเรา และอยากให้เขาจ่ายเงินมาเพิ่ม เท่านั้นเอง

ออม สุชาร์ ชี้แจงอีกว่า ตัวเลข 9.5 ล้านบาท ที่ระบุขึ้นมาว่าเป็นค่าจ้างพรีเซนเตอร์ ทั้งที่ในตอนแรกตกลงกันว่า จะไม่มีการจ้างพรีเซนเตอร์ ไม่มีค่าพรีเซนเตอร์ เพราะทุกคนมีมูลค่าในตัวเอง 

ตัวเลข 9.5 ล้าน เป็นการกำหนดขึ้นมาให้มีรายละเอียด โดยที่ไม่มีการจ่ายจริง ไม่มีการลงในบัญชีรายจ่ายของบริษัท และออมก็ไม่เคยได้รับเงินจริง แต่สิ่งที่กำหนดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้เห็นมูลค่าที่แท้จริงของแบรนด์ Fleen ว่า หากมีคนมาซื้อแบรนด์นี้ไป โดยที่ไม่ได้ออม สุชาร์ ก็ต้องหักมูลค่าออกไป 9.5 ล้านบาท เท่านั้นเอง เป็นการโหวตรับรองในสิ่งที่เคยทำไปแล้ว และทุกคนเห็นโดยประจักษ์ เป็นการตีมูลค่าให้คนรับรู้ โดยไม่มีการจ่ายเงินจริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ เรื่องการ “ลบไฟล์” เป็นไฟล์โฆษณาของ ลิปสติก สินค้าใหม่ ที่ยังไม่ได้ปล่อย แต่พอ “พริม” รู้เรื่องการซื้อหุ้น 4 เปอร์เซ็นต์ไป ปรากฏว่า ไฟล์โฆษณาสินค้าใหม่ ถูกลบไปจาก Google Drive ของบริษัท ซึ่งคนที่มีอำนาจลบ มีแค่ 4 คน คือ 1.พริม 2.อัง 3.ทีมงานของอัง 4.เจ้าหน้ากราฟิก ซึ่งเราไม่รู้จริงๆ ว่าใครลบ และได้มีการไปแจ้งความคดีอาญา เอาผิดคนที่ลบ และอังกับทีมงานได้ให้ปากคำ พร้อมเอาคอมพิวเตอร์ของตัวเองให้ตำรวจตรวจสอบแล้ว เรื่องนี้ถ้าพิสูจน์ได้ว่าใครลบ คนนั้นต้องโดนคดีอาญา ติดคุกได้

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่ไว้ใจพริม ให้เข้าถึงอำนาจบริหารต่างๆ และเป็นเหตุผลให้ปลดเขาออกจากกรรมการ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหลังจากนี้อีก 

ส่วนประเด็นที่ว่า เราไปบอกฝ่ายพริมว่า ถ้าจะมาซื้อหุ้นของเรา เราขาย 32.5 ล้าน ยืนยันว่าไม่ใช่การเสนอขาย มันเป็นการแจ้งเปรียบเปรยกับพี่ศสา เพราะพี่ศสาไปพูดว่า หุ้น 4% เขาขายได้ 2.5 ล้าน มันถูกไป ทั้งที่จริงๆ มันแพงกว่าราคาหุ้นจริง 25 เท่าแล้ว จากหุ้น 10 บาท พี่ศสา ขายได้หุ้นละ 250 บาท ถ้าจะมาซื้อหุ้นของออม 52% เทียบบัญญัติไตรยางค์ ก็ต้อง 32.5 ล้าน ถ้าคิดว่าถูกก็มาซื้อในราคานี้ไหม

ต่อมามีการโฟนอิน พริม เพื่อให้สองฝ่ายได้คุยกันเอง พริมยืนยันว่า การที่มีคนไปพบไฟล์โลโก้ RAD ใน Google Drive ของ Fleen มันไม่ใช่การอัปโหลดลงไปในโฟลเดอร์ Fleen แต่มันใช้คอมพิวเตอร์ของพริมอัปโหลดไฟล์ขึ้นไปในโฟลเดอร์อื่น แต่มันไปโชว์ในช่อง Shared with me (แชร์กับฉัน) ทำให้คนอื่นเข้ามาเห็น

เมื่ออังถามว่า แปลว่า ถ้าอย่างนั้น พริมมีความตั้งใจจะทำ RAD รอบใหม่จริงๆ ใช่ไหม พริมยืนยันว่า RAD เราเคยทำและอัง-ออม รู้มาตลอดว่าเราเคยทำ และตอนที่เราทำ Fleen ด้วยกัน เรายังพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับ RAD อยู่เลย

สุดท้ายทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันไปมาในเรื่องว่า เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะใคร พริมก็ชูประเด็นว่าตัวเองก่อตั้ง Fleen ขึ้นมา ปั้นมากับมือ แล้วสุดท้ายตัวเองไม่เหลืออำนาจอะไรในบริษัทเลย สิ่งที่พริมเสนอคือ เมื่อมันเกิดเรื่องขนากนี้แล้ว เราก็ปิดแบรนด์ไปเลยดีไหม แล้วแยกย้ายกันไปเติบโต

ออม และ อัง ยืนยันว่า บริษัทมันเติบโตมาขนาดนี้ ขอถามหน่อยว่ามีใครเขาปิดบริษัทกัน ยืนยันว่า ออมจะทำ Fleen ต่อไป โดยยินดีจะซื้อหุ้นของพริม ในราคาที่เป็นธรรมโดยที่ให้บริษัทกลางมาประเมินราคา ส่วนเรื่องคดีความทั้งหมด ก็ไปสู้กันในศาลไป

ที่มา : “ออม สุชาร์” ขอพูดบ้าง จับได้ว่า “พริม” ไปปลุกแบรนด์เก่ามาค้าแข่ง มีคนแอบลบไฟล์สำคัญของสินค้าใหม่ นั่นคือเหตุผลที่ไม่ไว้ใจให้เขาบริหารต่อ

901
วันที่ 19 กันยายน 2568