จับเทรนด์ลงทุน 3 เดือนสุดท้าย ทองคำย่อตัว-เงินไหลเข้าเอเชีย

ส่องเทรนด์ลงทุน “หุ้น-ทอง-บอนด์” ช่วง 3 เดือนสุดท้าย หลังเฟดส่งสัญญาณหั่นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง “ฟินโนมีนา” ฟันธงหุ้นสหรัฐไปต่อ-หุ้นไทยลุ้น 1,400 จุด หวังรัฐบาลใหม่มีมาตรการกระตุ้นเสริม ขณะที่ราคาทองคำย่อชั่วคราวก่อนไปต่อ มองมีลุ้น 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ “เอเซีย พลัส” ประเมินเม็ดเงินจากตลาดบอนด์สหรัฐไหลเข้าหุ้นเอเชีย ลุ้นตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์ จี้รัฐบาลเร่งฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ มองการเมืองนิ่ง 4 เดือนหนุน SET “กรุงศรี” ฟันธงเงินบาทไม่แข็งเกิน 31 บาท/ดอลลาร์ จับตาดอกเบี้ยขาลง ยืนพื้น 1% ในไตรมาส 1/69

“ทองคำ” พักฐานก่อนไปต่อ

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย 0.25% และมีแนวโน้มลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ ตนมองว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ หุ้นสหรัฐมีโอกาสพักฐาน แต่ก็น่าซื้อ และปีหน้า หุ้นสหรัฐมีโอกาสไปต่อ เพราะเฟดลดดอกเบี้ยรอบนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนต่อ เศรษฐกิจสหรัฐไม่ Recession สินทรัพย์เสี่ยงทุกอย่างจะวิ่งต่อ ถึงย่อก็ย่อระยะสั้น

“ปีนี้สหรัฐคงลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% แปลว่าดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากตราสารหนี้จะลดลง ดอลลาร์ควรอ่อนต่อ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับราคาทองอยู่แล้ว มองว่าแม้ราคาทองจะย่อลง แต่ไม่ต่ำกว่า 3,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คงจะได้เห็นขึ้นไปแถว ๆ 3,780 ดอลลาร์อีกที แล้วก็น่าจะทะลุไป 4,000 ดอลลาร์ ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า หรืออาจจะได้เห็นปีนี้เลย แต่ช่วงนี้ยังย่อชั่วคราว”

ต้องเร่งฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

นายชยนนท์กล่าวว่า ขณะที่ดอลลาร์อ่อน ทำให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย เพราะเชิงมูลค่าหุ้นเอเชีย ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เห็นตลาดหุ้นจีนวิ่งไปต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคจีน ซึ่งคิดว่าหุ้นจีนน่าจะวิ่งได้อีก 10-20% จากที่จีนพยายามแยกซัพพลายเชนของ AI ออกจากสหรัฐ

ส่วนหุ้นไทยเห็นสัญญาณบวกจากการมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ทำให้ดัชนี SET ขึ้นมาไป 1,300 จุดได้ แต่ต่างชาติยังขายสุทธิอยู่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติให้ได้ แต่ต้องเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยให้ได้ก่อน ถ้ารัฐบาลทำตรงนี้ คิดว่าหุ้นไทยสิ้นปีอาจจะอัพไซด์ไปถึง 1,400 จุด คิดว่ามีลุ้น แต่ถ้าไม่มีมาตรการ ก็ไม่มีความคาดหวังว่ากำไรจะโตได้ยังไง เพราะ P/E หุ้นบ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย”

ข้อดีของตลาดหุ้นไทย คือ อัตราการจ่ายปันผลยังสูง ยิ่งเฟดลดดอกเบี้ย ก็ทำให้ Yield Gap หรืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นปันผล เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น อย่าง SETHD จ่ายปันผลเฉลี่ย 6.2% มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพราะฉะนั้น เงินไหลเข้าหุ้นไทยจะไหลจะเข้าเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มแบงก์ โรงไฟฟ้า เฮลท์แคร์ และสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ เนื่องจากสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ตอนนี้ไม่ใช่จังหวะของการเข้าลงทุน จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ย ดังนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้เก็งกำไรระยะสั้น เพราะดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% แต่ผลตอบแทน (Bond Yield) พันธบัตร 10 ปี อยู่ที่ 1.28% จะเห็นว่า Bond Yield ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะตลาดเก็งกำไรว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยมาตลอด ทำให้กด Yield ลดลงไป ซึ่งคนที่ถือบอนด์ตั้งแต่ต้นปีได้กำไรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7-8% แล้วก็เริ่มขายทำกำไร

ทองผิดหวังเฟดระวังแรงขาย

ขณะที่นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประชุมเฟดออกมาทำให้นักลงทุนทองคำน่าจะผิดหวัง เพราะช่วงก่อนประชุม ราคาวิ่งขึ้นไป 3,707 เหรียญต่อออนซ์ และหลังผลประชุมออกมา ทองคำก็ถูกเทขาย จนราคาร่วงลงมา เนื่องจากเดิมนักลงทุนคาดว่าเฟดจะเร่งลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้า แต่จากที่เฟดส่งสัญญาณออกมา แม้ว่าในปี 2568 อาจจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง แต่ 2 ปีข้างหน้าอาจจะลดแค่ปีละครั้ง

“Dot Plot ที่ออกมา ทำให้ตีความไปได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คาด ทำให้ปีหน้าไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ย ตลาดเลยผิดหวัง เพราะช่วงที่ผ่านมาทองขึ้นมาถึง 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเรื่องเดียว คือเก็งกำไรเฟดลดดอกเบี้ย แต่พอสัญญาณเฟดไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ยในปีหน้า ทำให้ตลาดผิดหวังพอสมควร ก็ต้องระวังแรงเทขาย”

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำ ในระยะต่อไปคงเป็นประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย ซึ่งจีนมีเดดไลน์วันที่ 10 พ.ย. 2568 หลังจากเจรจาครั้งล่าสุดก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงต้องติดตามว่า สุดท้ายภาษีจะออกมาสูงแค่ไหน ขณะเดียวกันก็ยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งของรัสเซียกับยูเครนที่ต้องจับตาอยู่

โดยฮั่วเซ่งเฮงมองระยะข้างหน้า แนวต้านราคาทองคำอยู่ที่ 3,680/3,700 เหรียญต่อออนซ์ แต่ช่วงนี้คงต้องมองแนวรับมากกว่า ซึ่งให้ที่ 3,650/3,600 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศมองแนวรับที่ 54,500/54,700 บาท

การเมืองนิ่ง-หุ้นเริ่มฟื้น

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยดูดีขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง โดยระยะสั้นตลาดฟื้นตัวกลับมา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน ปรับตัวดีขึ้นกว่า 5% มีสะดุดบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะมาจากการขายทำกำไรของนักลงทุน จากภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) และใกล้กับวันปรับน้ำหนัก FTSE Rebalance พร้อมกับค่าเงินบาทอ่อนพอดี จึงมีการขายทำกำไรสั้น ๆ

สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2568 มองว่า ดัชนี SET จะมีความผันผวนน้อยลง เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอนในทางการเมืองคลี่คลายลงไป ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ทำผลงานแย่สุดในโลก ก็มาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก แต่ช่วงที่เหลือของปีนี้การเมืองน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะรัฐบาลชุดใหม่มีโรดแมป 4 เดือน ทำให้ภาพการเมืองน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

เงินบอนด์ไหลเข้าหุ้นเอเชีย

นอกจากนี้ ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งตราสารหนี้สหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ในตราสารหนี้โลก คือประมาณ 40% เม็ดเงินจากส่วนนี้มีโอกาสไหลเข้ามาสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ลดลง โดยเฉพาะจะไหลมาทางเอเชียมากขึ้นด้วย

“เหตุผลที่เงินจะไหลมาเอเชีย และไทยจะได้อานิสงส์ไปด้วย เพราะหากไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นเอเชีย อยู่ระดับ 5% กว่าขึ้นไปเกือบทั้งสิ้น ตลาดหุ้นไทยอยู่ระดับ 6% จาก P/E ที่ต่ำ หรือฮ่องกงก็ประมาณ 8% ขณะที่สหรัฐไม่ถึง 3% ทำให้เม็ดเงินจากตราสารหนี้สหรัฐจะไหลเข้าตลาดหุ้นได้เพิ่มเติม”

นายภราดรกล่าวว่า จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของไทย ก็จะทำให้มีเม็ดเงินจาดตลาดตราสารหนี้ในประเทศเข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยด้วย ขณะที่ปกติตลาดหุ้นไทยจะใหญ่กว่าตลาดบอนด์ แต่ปีนี้ผิดปกติ มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดบอนด์อยู่ที่ 17.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เชื่อว่าเม็ดเงินจากตลาดตราสารหนี้มีโอกาสโยกมาตลาดหุ้น ซึ่งหากมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นกลับมาใหญ่กว่าตลาดตราสารหนี้ หมายถึง SET Index จะขึ้นไปที่ประมาณ 1,414 จุด เชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

รวมทั้งหากมีมาตรการมากระตุ้นตลาดทุนไทยด้วย ก็จะช่วยให้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีความเสี่ยงจากภาษีของสหรัฐ ซึ่งต้องติดตามผลกระทบ หรือสุดท้ายแล้ว ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิกในชั้นศาลสูงสุดของสหรัฐ

บาทไม่หลุด 31 บ./ดอลลาร์

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผน ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 4.00-4.25% เงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น มาอยู่ที่ระดับ 31.81 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดค่อนข้างผิดหวัง เนื่องจากลุ้นว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยที่ 0.50% อย่างไรก็ดี เฟดเหลือประชุมอีก 2 ครั้ง คาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกรอบละ 0.25% ตามรายงาน Dot Plot ของเฟด

“ดังนั้น ทิศทางค่าเงินบาทช่วงไตรมาสที่ 4 มองกรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.30-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยโอกาสค่าเงินบาทหลุด 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดรับรู้เฟดลดดอกเบี้ยพอสมควร ทำให้ราคาทองวิ่งได้ไม่ไกล ยกเว้นเฟดโดนแทรกแซง ซึ่งอาจทำให้ราคาทองปรับเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาแย่ ทำให้เฟดมองว่าลดดอกเบี้ย 0.50% ไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น”

นางสาวรุ่งกล่าวว่า คาดว่า ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินเป็นระยะ ๆ จึงไม่น่าจะหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ เพราะจะเห็นว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวนเร็วและแรง โดย ธปท.เข้าไปดูแลเงินบาทในช่วงต้น 32 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท.พยายามยืนไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ และเพิ่งจะปล่อยหลุดมา 31 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ดอลลาร์อ่อนค่าจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐไม่สดใส และราคาทองคำที่มีการเชื่อมโยงกับค่าเงินบาท ธปท.จึงไม่อยากฝืนตลาดมากเกินไป

ดอกเบี้ยลงเหลือ 1% ต้นปี’69

ขณะที่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนตุลาคม 0.25% ลงเหลือ 1.25% ต่อปี และคงดอกเบี้ยรอบเดือนธันวาคม โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะจบรอบอยู่ที่ 1.00% ต่อปี ภายในไตรมาสที่ 1/2569 อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะมีผลต่อค่าเงินบาทไม่มาก

“หากเงินบาทจะหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ตัวเลขจ้างงานต้องแย่มาก ๆ และเฟดโดนบีบมาก ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในตลาดคาดหวังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และมาตรการป้องกันเก็งกำไร และมาตรการดูแลทองคำ แต่ก็มองว่าทำได้ค่อนข้างยากและเก็บภาษีทองมีผลน้อย”

ขณะที่ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าสุทธิแล้วจะเห็นเงินไหลเข้าเล็กน้อย โดยในส่วนของตลาดหุ้น นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) ขายสุทธิราว 8.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าช่วง 3 เดือนครึ่งที่เหลือของปี ต่างชาติจะยังขายสุทธิ ขณะที่ตลาดพันธบัตร (บอนด์) YTD เงินไหลเข้าซื้อสุทธิ 3.8 หมื่นล้านบาท คาดในช่วงที่เหลือจะมีเงินไหลเข้าได้อีก 1-2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สิ้นปี 2568 ตลาดบอนด์น่าจะมียอดซื้อสุทธิราว 5 หมื่นล้านบาท

“ในช่วง 3 เดือนครึ่ง เรายังจะเห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาพักเงินไว้ โดยมีความหวัง ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ แม้ว่าจะมีเวลาสั้นแค่ 4 เดือน แต่มีมาตรการเป็นรูปธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเห็นต่างชาติมาพักเงินในสกุลเงินบาทได้ โดยในช่วงกลางไตรมาสสุดท้าย ต้องรอดูนโยบายจากภาครัฐ และแม้ว่าเศรษฐกิจพื้น ฐานไทยไม่ค่อยดี แต่ไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัด”

ที่มา : จับเทรนด์ลงทุน 3 เดือนสุดท้าย ทองคำย่อตัว-เงินไหลเข้าเอเชีย

478
วันที่ 20 กันยายน 2568