เงินฝากแบงก์ Q2 วูบ แห่ ‘เสิร์ชฟอร์ยีลด์’ หนีดอกเบี้ยต่ำ

ในภาวะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็น “ขาลง” หลายคนคงมองว่า การฝากเงินไว้กินดอกเบี้ยอย่างเดียว คงไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับพอร์ตส่วนตัวได้

    ล่าสุด “ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเงินฝากคงค้างล่าสุด ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 16.14 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มชะลอตัวลง หรือลดลงไปราว 7.28 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดือน เม.ย. 2568 ที่เงินฝากมียอดคงค้างอยู่ที่ 16.21 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องความกังวลนโยบายภาษีสหรัฐ (Reciprocal Tariffs)
โดยพบว่าเงินฝากชะลอลงในทุกประเภทกลุ่มผู้ฝาก ทั้งรายย่อย ธุรกิจ และภาครัฐ สะท้อนว่าผู้ฝากเงินหันไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า หรือมีการเบิกใช้เงินตามรอบ โดยหากดูภาพรวมของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม (NAV) ของกองทุนขยับเพิ่มสูงขึ้น หรือลงทุนทองคำ ที่เป็นจังหวะลงทุนให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้เงินฝากประจำชะลอตัวลง -2.7% ขณะที่เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ขยายตัว 2.7%
ทั้งนี้ คาดว่าเงินฝากทั้งปี 2568 จะขยายตัวสูงกว่าสินเชื่อเล็กน้อยอยู่ที่ 0.9% หรือมียอดเงินฝากคงค้างอยู่ที่ 16.26 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 เงินฝากขยายตัว 1.4% หรือมียอดเงินฝากอยู่ที่ 16.12 ล้านล้านบาท โดยสอดคล้องกับภาพการขยายตัวของสินเชื่อที่ขยายตัวเพียง 0.6% สะท้อนว่าธนาคารมีการบริหารจัดการเงินฝากและสินเชื่อให้เหมาะสมกัน

“เราจะเห็นแบงก์ออกแคมเปญเงินฝากเพื่อรักษาฐานลูกค้า แต่ไม่ได้เสนอดอกเบี้ยสูงเหมือนเดิม โดยชะลอลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ทำให้เงินฝากไหลออกไปหาที่ลงทุนใหม่ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ขณะเดียวกันสินเชื่อก็ชะลอ แบงก์จึงไม่ได้ต้องการเอาเงินฝากเข้ามาเยอะ ทำให้บางส่วนไม่ได้ออกเงินฝากมาทดแทนตัวที่ครบกำหนด สะท้อนจากในช่วงที่ดอกเบี้ยขึ้น เงินฝาก CASA จะลดลง เงินฝากประจำจะเพิ่มขึ้น แต่ปีนี้เงินฝากประจำชะลอ แต่ CASA โต 2.7%”

    ขณะที่ “กมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานผลิตภัณฑ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2568 กรุงศรีฯคาดว่าเงินฝากจะชะลอตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายลดลง เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่า กนง.อาจจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4 นี้ สู่ระดับ 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ทั้งเงินฝากและสินเชื่อลดลงอีก


“ดังนั้น ธนาคารจึงต้องบริหารต้นทุนเงินฝากอย่างรอบคอบ โดยต้องสอดคล้องกับศักยภาพในการสร้างรายได้จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ลดลง พร้อมทั้งต้องพิจารณาสภาพการแข่งขันในตลาดควบคู่ไปด้วย ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในขาลง ธนาคารจึงเน้นส่งเสริมเงินฝากประจำระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อรักษาระดับต้นทุนเงินฝากให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ”

“กมลวรรณ” กล่าวอีกว่า จากทิศทางดังกล่าว ธนาคารมุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยการรวมผลิตภัณฑ์และบริการเป็นโซลูชั่น รวมถึงส่งเสริมการเปิดบัญชีแบบมีเป้าหมาย (Goal-Based Account) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายและเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Y) กลุ่มครอบครัวที่มีลูก (Family with Kids) และกลุ่มเจ้าของธุรกิจผู้ประกอบการ (Business Owners) รวมถึงกลยุทธ์สร้างความผูกพันทางการเงินที่หลากหลายและครอบคลุม เพื่อให้กรุงศรีฯเป็นธนาคารหลักที่ลูกค้าเลือกใช้

“จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง มีแนวโน้มที่กลุ่มลูกค้าเงินฝากประจำ อาจโยกเงินไปยังเงินฝากออมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากขึ้น หรือมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หุ้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ทั้งนี้ กรุงศรีฯมองว่าในยุคที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ผู้บริโภคจำนวนมากจะหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความมั่งคั่งมากขึ้น ทำให้ธนาคารต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้รับฝากเงินมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอย่างจริงจัง รวมถึงปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานเงินฝาก”

    ด้าน “กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ” ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า เงินฝากที่เติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงตามทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลกระทบต่อยอดเงินฝากประจำที่มีสัดส่วน 29% ของเงินฝากหดตัวลง 3.5% นับจากต้นปี (YTD) โดยเฉพาะเงินฝากประจำอายุ 1 ปีขึ้นไป ลดลงมากที่สุดถึง 22.0% YTD

ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์ รวมถึงกระแสรายวัน (CASA) แม้ว่าจะมีสัดส่วนมากที่สุด แต่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 0.9% YTD เพราะครัวเรือนใช้เป็นสภาพคล่องในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นกว่าปีก่อน เห็นได้จากเงินฝาก CASA ขนาดต่ำกว่า 5 แสนบาท ปรับตัวลดลงสวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ขยายตัวได้อยู่

“กนกวรรณ” กล่าวว่า ในส่วนเงินฝากบัญชีที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (FCD) แม้ว่าจะมีสัดส่วน 5.3% แต่ยังเพิ่มขึ้น 9.6% YTD จากผลอัตราตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศไทย จากการทำการตลาดของธนาคารหลายแห่งที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับผู้คนมีความสนใจมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารประเมินว่ายอดคงค้างเงินฝากในปี 2568 จะขยายตัวต่ำในกรอบ 0-0.7% ต่อปี โดยช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีความท้าทายขึ้น เนื่องจาก

  • 1.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาลง และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำตามศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตต่ำลงอยู่ที่ 2-3%
  • 2.เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและยังมีความไม่แน่นอน อยู่จากผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ และภาคท่องเที่ยวที่หดตัวลงตามเศรษฐกิจโลก และ
  • 3.พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (Search for yield) ของผู้ฝาก ที่อาจหันไปหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะเงินฝากประจำที่คาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่อง

    ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ทีทีบี กล่าวว่า ดังนั้น จากทิศทางเงินฝากลูกค้ารายย่อยในครึ่งหลังของปี 2568 ที่มีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำ ลูกค้าหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ธนาคารจึงได้ปรับกลยุทธ์เน้นเรื่องการกระจายการออมและลงทุน ให้เป็น “แผนการเงินครบวงจร”

“เราแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เช่น เงินฝาก FCD ที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น e-Saving สกุลเงิน USD ดอกเบี้ย 4% ต่อปี หรือกองทุนตราสารหนี้-กองทุนผสม ที่ช่วยให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีเงินฝากที่หลากหลายครบทุกมิติที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปทั้งระยะสั้น-ยาว เช่น บัญชี ทีทีบี โนฟิกซ์ ดอกเบี้ยสูงถึง 1.90% หรือบัญชีฝากประจำดอกเบี้ยสูง ทีทีบี อัพ แอนด์ อัพ ที่ยิ่งฝากนาน ยิ่งได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สามารถรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และถอนก่อนกำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับ

ที่มา : เงินฝากแบงก์ Q2 วูบ แห่ ‘เสิร์ชฟอร์ยีลด์’ หนีดอกเบี้ยต่ำ

97
วันที่ 21 กันยายน 2568