ค่าเงินบาทผันผวน ติดตามสหรัฐ หลังเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown

ค่าเงินบาทผันผวน ติดตามพัฒนาการทางการเมืองของสหรัฐ หลังเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown ขณะที่ปัจจัยในประเทศ นักลงทุนจับตาการประชุม กนง.วันที่ 8 ต.ค.นี้ เป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การกำกับของผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 26 กันยายน-3 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (29/09) ที่ระดับ 32.25/26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/09) ที่ระดับ 32.23/24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากการเจรจาระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เกี่ยวกับการผ่านร่างงบประมาณยังไม่คืบหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีการปิดหน่วยงานรัฐบาล
ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เมื่อเทียบรายปี ปรับตัวขึ้น 2.7% ในเดือนสิงหาคม สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.6% ในเดือนกรกฎาคม และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไปปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคมจากระดับ 0.2% ในเดือนกรกฎาคม
สำหรับดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนกรกฎาคม
นอกจากนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ยังคงได้รับแรงกดดันหลังจากรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในเดือนกันยายนปรับตัวลดลง 3.2 หมื่นราย แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.2 หมื่นราย ส่งผลให้นักลงทุนประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งเปิดโอกาสให้เฟดสามารถเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้
ในขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตร Nonfarm Payrolls ได้ถูกเลื่อนประกาศออกไปจากสัปดาห์นี้เป็นวันศุกร์ (03/10) เนื่องจากภาวะ Government Shutdown
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะรัฐมนตรีได้มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยแสดงเป้าหมาย 4 ภารกิจหลัก ตั้งแต่นโยบายด้านเศรษฐกิจในการลดค่าครองชีพผ่านโครงการคนละครึ่ง การลดค่าใช้จ่ายขนส่งการเดินทาง และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ, นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ การใช้มาตรการทางทหารควบคู่กับทูตรักษาอธิปไตยไทย, นโยบายภัยพิบัติช่วยเหลือประชาชน ปรับปรุงระบบเตือนภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และนโยบายปัญหาสังคม อาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์
นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเปิดเผยเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคม 68 ชะลอตัวลงจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงและสินค้าคงคลังสูงขึ้น ขณะที่การบริโภค การส่งออก และการลงทุนทรงตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐเริ่มลดลงจากผลกระทบมาตรการภาษี โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวลักษณะ Side way ในเชิงอ่อนค่า หลังจากที่ทางฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้มีการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นลบ (BBB+/Negative) จากเดิมที่มีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นเสถียรภาพ
นักลงทุนจับตาการประชุม กนง.ในวันพุธ (8/10) ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การกำกับของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร พร้อมด้วยกรรมการใหม่อีก 2 ท่าน โดยนักวิเคราะห์คาดว่าที่ประชุมจะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% เพื่อรอดูผลจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงก่อนหน้า และเก็บกระสุนนโยบายการเงินไว้ใช้ในจังหวะเหมาะสม
ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.28-32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (03/10) ที่ระดับ 32.40/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (29/09) ที่ระดับ 1.1717/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/09) ที่ระดับ 1.1677/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) ได้มีการเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อยูโรโซนในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.2% จากระดับ 2.0% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นไปตามที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ โดยเป็นผลจากราคาในภาคบริการที่สูงขึ้น และราคาพลังงานที่ลดลงในอัตราที่ชะลอตัว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานนั้น ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.3% โดยนักวิเคราะห์มองว่า การปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อในครั้งนี้จะไม่สร้างความกังวลให้แก่ ECB มากนัก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมบ่งชี้ว่านี่เป็นเพียงภาวะชั่วคราว และตัวเลขเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะกลับลงมาสู่ระดับเป้าหมาย 2% ของ ECB หรือต่ำกว่านั้นได้ในไม่ช้า ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้ในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้สำนักงานแรงงานเยอรมนี เปิดเผยจำนวนผู้ว่างงานในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 14,000 คน แตะระดับ 2.98 ล้านคน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 8,000 คน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงฟื้นตัวได้ช้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ในขณะที่อัตราการว่างงาน ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระบ 6.3% ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1681-1.1758 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (03/10) ที่ระดับ 1.1733/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (29/09) ที่ระดับ 149.15/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/09) ที่ระดับ 149.79/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวในเชิงแข็งค่า จากสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินรอบล่าสุดเปิดเผยให้เห็นถึงความเห็นต่างภายในคณะกรรมการ โดยเริ่มมีกรรมการหลายคนที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ถึงแม้ว่ามติในครั้งนั้นจะคงอัตราดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ก็ตาม
ทั้งนี้นักลงทุนจับตาาการประชุมนโยบายการเงินของทาง BOJ ในวันที่ 29-30 ตุลาคม โดยในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการ BOJ จะเปิดเผยตัวเลขประมาการเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายไตรมาส ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ นายอาซาฮิ โนกุจิ กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งปกติสนับสนุนนโยบายดอกเบี้ยต่ำได้ออกมาส่งสัญญาณระบุว่า ความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้มีมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยกล่าวว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ แต่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลาย ๆ อย่างของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการทำให้เงินเฟ้อไปถึงเป้าหมาย 2% ได้อย่างมั่นคง
นอกจากนี้บริษัทต่าง ๆ เริ่มผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้มากขึ้น และพร้อมที่จะขึ้นค่าจ้างพนักงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทาง BOJ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนท่าทีไปในทางที่ต้องการคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น และอาจทำให้มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วที่สุดได้ในการประชุม 29-30 ตุลาคมนี้
อย่างไรก็ตาม คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ยังคงย้ำว่า การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการขึ้นค่าจ้างและความต้องการซื้อในประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.57-148.22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (0310) ที่ระดับ 147.42/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : ค่าเงินบาทผันผวน ติดตามสหรัฐ หลังเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown