''ฮั่วเซ่งเฮง'' ถอดรหัส พฤติกรรมคนซื้อทองเปลี่ยนไป

จากสถานการณ์ที่ราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนใคร ๆ ก็พูดถึงการลงทุนทองคำ คำอธิบายจาก “ธนรัชต์ พสวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง ห้างค้าทองรายใหญ่ของไทย ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็คือ “นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO หรือ Fear of Missing Out หรือกลัวตกรถทองคำ จนทองกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมี”
“ปีนี้ทองโลกให้ผลตอบแทนรายปีสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522”
“เกิดกลัวตกเทรนด์ กลัวตกรถ ทองคำเป็นของที่ต้องมี ทำให้มีแรงซื้อหลั่งไหลเข้ามาในทองคำจากนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนรายใหญ่ นักลงทุนสถาบัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และธนาคารกลาง”
เทรนด์ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น
“ธนรัชต์” เปิดเผยว่า ภาพรวมแนวโน้มของราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น การปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นแรงเทขายทางเทคนิคจาก RSI ที่ขึ้นไปแตะระดับ 87 ซึ่งหมายถึงภาวะ Overbought อย่างมาก โดยฮั่วเซ่งเฮง ปรับเพิ่มเป้าหมายของราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์ จากเดิม 3,930 ดอลลาร์ ราคาทองไทยคาดอยู่ในช่วง 65,000- 66,000 บาท ภายใต้สมมุติฐานเงินบาท 32-32.50 บาท/ดอลลาร์
“ราคาทองคำด้านเทคนิคมีรูปแบบธงสามเหลี่ยมขาขึ้น ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ราคาทองคำเป็นขาขึ้นปรับขึ้นถึง 900 ดอลลาร์ ในช่วงเดือน พ.ค.ถึง ส.ค. ราคาเคลื่อนไหวในกรอบธงสามเหลี่ยม ในที่สุดปลายเดือน ส.ค. ราคาทองคำปรับขึ้นทะลุกรอบสามเหลี่ยมด้านบนที่ 3,400 ดอลลาร์ขึ้นมาได้ ดังนั้นในช่วง 4 เดือนหลังของปีนี้ คาดว่าเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดขึ้นอีก 900 ดอลลาร์ เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์ในสิ้นปี 2568 หรือไตรมาส 1 ของปี 2569”
พฤติกรรมนักลงทุนทั่วโลกเปลี่ยน
“ธนรัชต์” กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ พฤติกรรมของนักลงทุนทองคำทั่วโลก โดยเฉพาะกองทุน ETF เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การชัตดาวน์ของสหรัฐ ปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกรถทองคำ จนทองกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ต้องมี”
“กระแสความต้องการนี้สะท้อนผ่านฟันด์โฟลว์ที่ไหลกลับเข้าสู่ ETF ทองคำแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากไหลออกต่อเนื่องมานาน 4 ปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ไหลเข้า รวม 618.8 ตัน ทำให้สิ้นเดือน ก.ย. กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวม 3,838 ตัน ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ปี 2563 ที่ 3,929 ตัน”
“ธนรัชต์” ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่า ในไตรมาส 4 จะยังมีแรงซื้อไหลเข้าต่อเนื่อง อาจดันการถือครองทองของ ETF ทั่วโลกแตะ ระดับ 4,000 ตัน หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุน ที่เพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ตมากที่สุดในรอบหลายปี
นักลงทุนหน้าใหม่แห่เข้าตลาดทอง
ส่วนการเข้ามาลงทุนทองคำของผู้ลงทุนหน้าใหม่ “ธนรัชต์” ยอมรับว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ทองคำ” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งส่งผลให้มี “นักลงทุนหน้าใหม่” เข้ามาในตลาดทองคำจำนวนมาก โดยช่วงแรก นักลงทุนกลุ่มนี้มักเริ่มต้นจากการ “เข้ามาซื้อขายที่หน้าร้าน” ด้วยตนเอง (Walk-in) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านประสบการณ์และความคุ้นเคยกับช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือขั้นตอนในการซื้อขาย ทำให้หลายคนเลือกทำธุรกรรมที่หน้าร้าน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการลงทุน
“เมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนหน้าใหม่เริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งในด้านกลไกราคาและช่องทางการซื้อขายที่หลากหลาย ส่งผลให้พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยน จากการซื้อขายแบบออฟไลน์มาสู่การลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด เนื่องจากสามารถซื้อขายได้สะดวกไม่ต้องเดินทางหรือต่อคิวที่ร้าน อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นตั้งรอราคาซื้อขาย และบริการฝากทองกับฮั่วเซ่งเฮงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสะดวก ดังนั้น นักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยจึงค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจาก ‘ผู้เริ่มต้นในตลาดทองคำ’ ไปสู่ ‘นักลงทุนทองคำอย่างเต็มตัว’ ผ่านการเรียนรู้และปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง”
วิเคราะห์โอกาสเกิด “ฟองสบู่”
สำหรับความกังวลภาวะฟองสบู่ “ธนรัชต์” ชี้ว่า นักลงทุนหลายคนเริ่มกังวลว่าราคาทองคำที่พุ่งขึ้นแรงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2568 อาจกำลังสร้าง “ฟองสบู่ใหม่” ที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรในตลาดระยะสั้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและสภาพตลาดในภาพรวมพบว่า ทองคำยังมีแรงหนุนสำคัญหลายประการที่ช่วยประคองแนวโน้มให้บวกในระยะกลาง-ยาว
“หนึ่งในแรงหนุนสำคัญ คือ แรงซื้อทองคำเชิงกลยุทธ์จากธนาคารกลาง โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ยังไม่ลดการสะสมทองคำ รวมถึงความคาดหวังว่าเฟดจะเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นตัวกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงมีความน่าสนใจมากขึ้น”
ในขณะที่ล่าสุด ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในเดือน ธ.ค. 2569 จาก 4,300 ดอลลาร์ เป็น 4,900 ดอลลาร์ โดยอ้างถึงการไหลเข้าของเงินทุนสู่กองทุน ETF ทองคำในภูมิภาคตะวันตกที่มีความแข็งแกร่ง และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงสูงที่เป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยของ Bank of America (BofA) Research ได้เตือนว่า ความเสี่ยงในการปรับฐานของทองคำอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำครั้งนี้ สะท้อนถึงการซื้อที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัม (Momentum-driven Buying) มากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการปรับฐานลงอย่างรุนแรง หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป
หรือนโยบายการเงินสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด แต่ภาพรวมระยะกลางถึงยาว ทองคำยังได้แรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ทั้งการถือครองของธนาคารกลาง ความอ่อนค่าของดอลลาร์ และภาวะดอกเบี้ยขาลง ทำให้การปรับฐานรอบนี้มีโอกาสเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสะสม มากกว่าที่จะเป็นการสร้างฟองสบู่ลูกใหม่อย่างถาวร
นอกจากนี้ ทองคำยังคงเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย ที่เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน เพราะเสถียรภาพของทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง, มีปริมาณจำกัดตามธรรมชาติ และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อนตัว หรือวิกฤตการณ์ทางการเงินได้
“ในขณะที่ Ray Dalio ผู้ก่อตั้งกองทุน Hedge Funds ของ Bridgewater Associates ได้แนะนำให้นักลงทุนสะสมทองคำถึง 15% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อท่ามกลางการลดดอกเบี้ยของเฟด การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และภาระหนี้ที่อยู่ในระดับเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐ”
ที่มา : ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ ถอดรหัส พฤติกรรมคนซื้อทองเปลี่ยนไป