คลังปรับภาษีลดหนี้ คุมค่าลดหย่อน-ส่อรีด ‘ทองคำ

กระทรวงการคลัง จะมีประชุมจัดทำ “แผนการคลังระยะปานกลาง” ใหม่ ในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์ปกติ เพียงแต่รอบนี้มี “โจทย์ใหญ่” ที่ต้องเร่งบริหารจัดการก็คือ ต้องจัดทำแผนลดการขาดดุลทางการคลังที่มีความชัดเจนออกมา
เพื่อสะท้อนถึงความพยายามแก้ปัญหา “ฐานะการคลัง” อย่างเป็นรูปธรรมในระยะข้างหน้า หลังจากมีเสียงเตือนจากสถาบันจัดอันดับเครดิตถึง 2 ราย ซึ่งได้ปรับลดแนวโน้มเครดิตประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” จึงท้าทายการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างมาก
เก็บรายได้ปี’68 หืดจับ
โดยสถานการณ์การจัดเก็บรายได้รัฐบาลก็ไม่สู้ดีนัก ล่าสุดในปีงบประมาณ 2568 ที่เพิ่งปิดหีบไป แต่ละกรมก็ค่อนข้างหืดจับ อย่าง “กรมสรรพากร” ก็จัดเก็บรายได้ภาษี ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณที่ตั้งไว้ที่ 2,372,500 ล้านบาท ประมาณ 37,000 ล้านบาท แต่หากเทียบกับเป้าหมายใหม่ที่ตกลงกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เก็บได้สูงกว่าเป้าหมายประมาณ 20,000 ล้านบาท
ขณะที่ “กรมสรรพสามิต” มีรายงานการจัดเก็บรายได้เบื้องต้นว่า สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีในภาพรวมได้กว่า 537,500 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณไป 72,100 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 11.8% อย่างไรก็ดี จัดเก็บได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 13,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7% และสูงกว่าเป้าหมายที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งตกลงกับกระทรวงการคลังแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 0.47%
ด้าน “กรมศุลกากร” ผลการจัดเก็บรายได้ก็ไม่ได้สู้ดีนัก โดย 11 เดือนแรกจัดเก็บต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณไป 7,955 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 7.1% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 4,365 ล้านบาท หรือลดลง 4% จากการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากรเพิ่มขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ส่วน “รัฐวิสาหกิจ” ก็นำส่งรายได้แผ่นดินทั้งสิ้น จำนวน 177,379 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายการจัดเก็บทั้งปี จำนวน 879 ล้านบาท
หนี้สาธารณะจ่อชนเพดาน 70%
ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับเดิมประมาณการว่า รายได้รัฐบาลสุทธิในปีงบประมาณ 2569 จะจัดเก็บได้ที่ 2,920,600 ล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ 3,780,600 ล้านบาท ขาดดุลการคลัง 860,000 ล้านบาท หรือขาดดุล 4.3% ของ GDP หนี้สาธารณะ 67.3% ของ GDP, ปีงบประมาณ 2570 รายได้จะอยู่ที่ 3,096,400 ล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ 3,855,000 ล้านบาท ขาดดุลการคลัง 758,600 ล้านบาท หรือ 3.6% ของ GDP หนี้สาธารณะ 68.5% ของ GDP,
ปีงบประมาณ 2571 รายได้จะอยู่ที่ 3,244,100 ล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ 3,966,000 ล้านบาท ขาดดุลการคลัง 721,900 ล้านบาท หรือ 3.3% ของ GDP หนี้สาธารณะ 69.2% ของ GDP, ปีงบประมาณ 2572 รายได้จะอยู่ที่ 3,389,700 ล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ 4,093,000 ล้านบาท ขาดดุลการคลัง 703,300 ล้านบาท หรือ 3.1% ของ GDP หนี้สาธารณะ 69.3% ของ GDP ใกล้ชนเพดานตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 70%
อย่างไรก็ดี ในเดือน พ.ย.นี้ รัฐบาลจะมีประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อปรับแผนการคลังระยะปานกลางใหม่
ยันทุกนโยบายคำนึงวินัยการคลัง
“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า รัฐบาลจะพยายามโชว์ให้สถาบันจัดอันดับเครดิตได้เห็นถึงการดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงวินัยการคลัง ซึ่งหลังจากรัฐบาลเริ่มทำงานก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณคืนหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ในเดือน พ.ย.นี้จะมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อให้สถาบันจัดอันดับเครดิตเห็นว่า ประเทศไทยมีแผนบริหารจัดการการคลัง ทั้งเรื่องรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ โดยจะเปิดเผยอย่างโปร่งใส ระบุที่มาของงบประมาณในแต่ละโครงการอย่างชัดเจน และมุ่งเน้นรายจ่ายเพื่อการลงทุนมากกว่าการบริโภค เพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“ในช่วง 4 เดือนที่ทำงาน เราก็อยากจะโชว์ในเรื่องของวินัยการคลัง ในทุกนโยบาย อย่างตั้งแต่วันแรกที่มีประชุม ครม. เมื่อวันที่ 30 ก.ย. เราทราบว่ามีเงินงบประมาณเหลือ ก็เลยตัดสินใจคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ก่อนเลย เพื่อโชว์ให้เห็นว่าเรารักษาวินัยทางการเงินการคลัง ขณะที่นโยบายคนละครึ่งพลัส ก็แสดงแหล่งเงินให้เห็นว่า ไม่ได้มีการกู้ใหม่ เป็นงบประมาณปี 2569 นอกจากนี้ก็จะเห็นว่า เราไม่ได้มุ่งแจกเงิน แต่จะมีการ Reskills”
เล็งตีกรอบ “ค่าลดหย่อนภาษี”
“ดร.เอกนิติ” ระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างการลดหย่อนภาษี เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม โดยเตรียมกำหนดเพดาน (Ceiling) การลดหย่อนภาษีต่อปี ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐภายในเดือน พ.ย.นี้ด้วย
“ทุกวันนี้การลดหย่อนภาษียังสะเปะสะปะ ไม่มีกรอบที่ชัด จึงต้องมีการกำหนดเพดานให้ชัดเจน ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย และนำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบภาษี เพื่อขยายฐานภาษี”
จับตาเก็บภาษีธุรกรรม “ทองคำ”
“แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง” ระบุว่า คลังมีไอเดียเรื่องการจัดเก็บภาษีทองคำ โดยอาจจะเก็บในรูปของภาษีธุรกรรมเฉพาะ ซึ่งเรียกเก็บจากแพลตฟอร์มซื้อขาย (เทรด) ทองคำ เบื้องต้นอาจจะเก็บอัตราไม่สูงนัก จากเพดาน 3.3% ก็อาจจะเก็บเพียงแค่ 1% ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขายได้
“ภาษีทองคำ ขึ้นกับว่าสุดท้ายแล้วนโยบายจะตัดสินใจว่าให้เก็บหรือไม่ หากเก็บก็สามารถทำได้ทันที”
ที่มา : คลังปรับภาษีลดหนี้ คุมค่าลดหย่อน-ส่อรีด ‘ทองคำ’