รื้อเกณฑ์คุมการคลัง สั่งทำแผนเพิ่มรายได้-เร่งเคาะงบฯปี’70

กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ “แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ หลังจาก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ประชุม “คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง” ไปล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแผนดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570

โดยการปรับแผนการคลังเพื่อลดขาดดุล ถือเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดมุมมองจาก Stable เป็น Negative จากสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ในช่วงที่ผ่านมา

ปรับแผนคุมเข้มวินัยการคลัง
“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้แผนการคลังระยะปานกลาง เป็นการส่งสัญญาณความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดแนวทางการจัดการด้านการคลัง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สินให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

2.การปรับปรุงและเพิ่มกฎเกณฑ์การคลัง รวมถึงการยกระดับความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นทุนการคลังต่าง ๆ รวมถึงรายได้สูญเสียจากสิทธิประโยชน์ภาษีต่าง ๆ เพื่อทำให้สามารถบังคับวินัยการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
“ต่อไปนี้จะมีการรายงานรายได้ที่สูญเสียไปจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างชัดเจนในอนาคต โดยมาตรการนี้จะรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เกิดจากมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ”

และ 3.การวางแนวทางกำกับการดำเนินมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความชัดเจนของการจัดการภาระการคลัง ทั้งนี้ จะยังคงยึดกรอบเพดานตามมาตรา 28 ที่ไม่เกิน 32% ของงบประมาณประจำปี แต่จะเน้นความเข้มงวดในกระบวนการอนุมัติมากขึ้นในการใช้จ่าย

สำหรับการลดการขาดดุลงบประมาณจะไม่กระทบต่องบฯลงทุน รัฐบาลจะใช้เครื่องมือทางการคลังที่เป็นนวัตกรรมและไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย (TFF) โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงกรอบวินัยการคลังให้เข้มงวดขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง แต่ใช้การกำหนดกฎเกณฑ์ให้รัดกุมมากขึ้น เช่น ปรับสัดส่วนงบฯกลางให้แคบลงจาก 2-3.5% เหลือ 2-3% กำหนดให้ชำระต้นเงินกู้ไม่น้อยกว่า 4% จากเดิมกรอบกว้าง 3.5-5% และลดกรอบวงเงินการก่อหนี้ผูกพันระหว่างปีงบประมาณที่เกินกว่าหรือนอกเหนืองบประมาณ ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.งบประมาณ ลงจาก 8% เหลือ 5%

“ดร.เอกนิติ” ย้ำว่า แนวทางทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือ สร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันจัดอันดับเครดิตและสาธารณชน มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถปรับลดดุลการคลังสู่ระดับ 3% ของ GDP ภายในปี 2572

“การขาดดุลในปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4.4% ของ GDP โดยการขาดดุล ในปี 2570 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2569 ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยยังคงกำหนดให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP และตามแผน MTFF สัดส่วนหนี้จะยังคงอยู่ภายในกรอบเพดานที่กำหนดอย่างเข้มงวด”

หนี้สาธารณะเสี่ยงแตะ 70%
“ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า ฐานะการคลังของไทยภาพรวมยังคงเปราะบาง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน โดยตามแผนการคลังระยะปานกลาง ที่จัดทำเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 จะเห็นว่าการขาดดุลของไทยในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มสูงเกินระดับ 3% ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเตรียมทบทวนแผนดังกล่าว

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นจนแตะเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2570 แต่ยังไม่ถือว่าเป็นระดับที่อันตราย แต่เป็นระดับที่กันชนทางการคลังเริ่มลดลงแล้ว และต้องระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ หรือวิกฤตคล้ายโควิด-19 ที่อาจต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมากในการรับมือ

“เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งด้านรายจ่ายอนาคตและภาระคั่งค้าง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแผนการคลังใหม่อย่างจริงจังและลดการขาดดุลอย่างชัดเจน เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพการคลังและสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

เพิ่มรายได้รัฐหนทางลดขาดดุล
“ปริชญา ฤทธิ์สุข” นักวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า แนวทางลดภาระขาดดุลการคลังของไทย การเพิ่มรายได้ภาครัฐอาจเป็นทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นงบประมาณที่ปรับลดได้ยาก โดยในระยะสั้นรัฐอาจต้องพึ่งพามาตรการแบบเฉพาะจุด (Piecemeal) เพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน แม้จะช่วยได้เพียงบางส่วนก็ตาม

“รายได้ของรัฐบาลไทยเกือบทั้งหมดมาจากการจัดเก็บภาษี โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นแหล่งรายได้ที่จัดเก็บได้มากที่สุด หากมีการปรับเพิ่ม VAT อีก 1% จากปัจจุบันที่อัตรา 7% จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐราว 0.5% ของ GDP ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีการปรับลดเพดานรายการลดหย่อนลง 10% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.3% ของ GDP”

เอกนิติสั่งจัดทำแผนเพิ่มรายได้
ทั้งนี้ หลังจากแผนการคลังระยะปานกลางผ่าน ครม. จะมีการประชุม 4 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 19 พ.ย. เพิ่มเร่งวางกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ทันที

โดยตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับก่อนหน้านี้ วางกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไว้ที่ 3,855,000 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้ไว้ที่ 3,096,400 ล้านบาท และขาดดุลที่ 758,600 ล้านบาท ซึ่งแนวทางคือ จะต้องคุมรายจ่ายให้โตช้ากว่ารายได้ เพื่อลดการขาดดุลให้ได้เร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่า “ดร.เอกนิติ” ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านการจัดเก็บและนำส่งรายได้ คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รวมถึงกรมธนารักษ์ เร่งจัดทำแผนเพิ่มรายได้จัดเก็บมาให้พิจารณาแล้ว

“S&P” ไม่หั่นมุมมองเครดิตไทย
ล่าสุด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ไม่ได้ปรับลดมุมมองเครดิตตามรอย 2 สถาบันก่อนหน้านี้

ซึ่ง “ดร.เอกนิติ” ชี้ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการดำเนินงานบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

ที่มา : รื้อเกณฑ์คุมการคลัง สั่งทำแผนเพิ่มรายได้-เร่งเคาะงบฯปี’70

78
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568