มีทองอยู่ในมือ แต่ต้องรีบใช้เงิน จะเลือก “จำนำ” หรือ “ขาย” ดีกว่ากัน?

ราคาทองคำปรับขึ้น 19,100 บาท ใน 10 เดือนแรกของปี 68 กระตุ้นการซื้อขายและจำนำ
-
Easy Money เผยพอร์ตสินเชื่อโต 30% จากราคาทองคำและลูกค้าต้องการเงินทุน
-
การขายทองได้เงินมากกว่าจำนำ แต่หากราคาทองขึ้นภายหลังอาจเสียดาย
-
การจำนำทองยังเป็นเจ้าของทองคำ แต่เงินที่ได้อาจน้อยกว่าราคาตลาด
-
อัตราดอกเบี้ยโรงรับจำนำรัฐบาล 0.25-1.25% ต่อเดือน, เอกชน 1.25-2% ต่อเดือน, สินเชื่อส่วนบุคคลสูงสุด 25% ต่อปี
ปีนี้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นมาก แค่ 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. - ต.ค. ปี 68) ราคาปรับเพิ่มรวม 19,100 บาท เรียกว่าใครที่เก็บทองคำไว้ก็มีความสุข และยิ่งราคาขึ้นหลายคนก็หันไปซื้อ-ขายทองเพื่อเก็งกำไรกันอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้านคนที่มีทองคำ แต่ต้องใช้เงินด่วนอาจลังเลว่าจะขายหรือเอาทองไปจำนำดี?
จำนำ หรือ ขายทอง ดีกว่ากัน?
คนไทยคุ้นเคยกับ “การจำนำ” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ก็ใช้การจำนำเป็นวิธีหาเงินทุน ล่าสุดยังมีข้อมูลจาก อีซี่มันนี่ กรุ๊ป ที่เป็นเจ้าของโรงรับจำนำ แบรนด์ Easy Money เล่าว่า 10 เดือนที่ผ่านมา พอร์ตสินเชื่อเติบโตขึ้นถึง 30% ซึ่งเร็วกว่าปีก่อนหน้า มาจากราคาทองคำที่สูงขึ้นและกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินไปลงทุน
มาถึงคำถามสำคัญว่าถ้ามีทองอยู่ในมือ แต่ต้องใช้เงินด่วน เราจะเลือก “จำนำ” หรือ “ขาย” ทองไปเลยดี เพราะทั้ง 2 แบบเราได้เงินมาหมุนเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน
1) ขายทองไปเลย!
ข้อดี:
- ถ้าราคาทองคำสูงกว่าตอนที่เราซื้อมาก็ได้กำไรแน่ๆ คนมักนิยมขายกับร้านทองที่ซื้อมาเพราะจะโดนหักค่าใช้จ่ายในอัตราน้อยกว่าไปร้านอื่น
- ได้เงินมากกว่าการจำนำ แต่ขึ้นอยู่กับประเภท และความบริสุทธิ์ทองคำ (%) เช่น ทองรูปพรรณ อย่าง แหวน หรือสร้อยคอ เมื่อจะขายอาจต้องหักค่าใช้จ่ายในการหลอม
จุดด้อย: ถ้าต่อไปทองราคาขึ้น อาจรู้สึกเสียดายภายหลัง เราเลยต้องตัดสินใจให้ดี
2) การจำนำ
ข้อดี:
- การนำทองคำไปจำนำเรายังเป็นเจ้าของทองนั้นเหมือนเดิม และเมื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ยครบถ้วน ก็สามารถไถ่ถอนทองของเราออกมาได้
- กำหนดระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน
จุดด้อย:
- เมื่อนำทองไปจำนำ เงินที่ได้มักต่ำกว่าราคาซื้อ-ขายทองคำ ณ ขณะนั้น เพราะทางโรงรับจำนำ จะประเมินราคาก่อนเสมอ และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภททองคำ, สภาพความเสียหาย, ความบริสุทธิ์ทองคำ (%) รวมถึงราคาทองคำในแต่ละวัน
แน่นอนว่าถ้าเราไม่ผ่อนจ่ายค่างวดกับทางโรงรับจำนำให้ตรงเวลาและครบถ้วน ทองของเราจะกลายเป็นทรัพย์หลุด สิทธิ์ก็จะตกเป็นของโรงรับจำนำ (ลูกค้าสามารถซื้อคืนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ซึ่งตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 ระบุว่า อายุมาตรฐานการผ่อนสูงสุดอยู่ที่ 4 เดือน 30 วัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับโปรโมชันและเงื่อนไขของแต่ละโรงรับจำนำ
ดังนั้น การจะเลือกขาย หรือ จำนำทองคำ อาจต้องคิดก่อนว่าเราต้องใช้เงินด่วนเท่าไร และเงื่อนไขในการผ่อนกับโรงรับจำนำเราไหวไหม? แต่จริงๆ แล้วการหาเงินก้อนด่วนๆ อาจมีอีกหลายรูปแบบ
จำนำทอง หรือ กู้สินเชื่อ แบบไหนเหมาะกับเรา?
ส่วนใครที่ต้องการเงินด่วน และสภาพคล่อง นอกจากการจำนำทองคำ เราอาจคิดถึงทางเลือกอื่นๆ เพิ่มเติมอย่างสินเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งที่เราต้องคิดให้รอบคอบคือ จำนำ/กู้มาแล้ว จ่ายคืนไหวไหม และ ดอกเบี้ย อยู่ที่เท่าไร Thairath Money อยากชวนมาดูตัวอย่างดอกเบี้ยของทั้งสองประเภทสินเชื่อนี้กัน
อัตราดอกเบี้ยโรงรับจำนำ มีหลากหลายรูปแบบซึ่งเรารวบรวมรายละเอียดมา โดยแบ่งเป็น โรงรับจำนำของรัฐ (มี 2 แบบหลัก) และของเอกชน ได้แก่
1. โรงรับจำนำของรัฐ
1.1 โรงรับจำนำสถานธนานุบาล (สังกัดกรุงเทพมหานครหรือเทศบาล) อาจมีเงื่อนไขเฉพาะในแต่ละหน่วยงาน
-
เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25% ต่อเดือน (3% ต่อปี)
-
เงินต้น 5,001 - 15,000 บาท จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00% ต่อเดือน (12% ต่อปี)
-
เงินต้นเกิน 15,000 บาท จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน (15% ต่อปี)
1.2 โรงรับจำนำสถานธนานุเคราะห์ (สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
-
เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.25 % ต่อเดือน (3% ต่อปี)
-
เงินต้น 5,001 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.75 % ต่อเดือน (9% ต่อปี)
-
เงินต้น 10,001 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00 % ต่อเดือน (12% ต่อปี)
-
เงินต้น 20,001 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25 % ต่อเดือน (15% ต่อปี)
2. โรงรับจำนำเอกชน
-
เงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน (24% ต่อปี)
-
เงินต้นส่วนที่เกิน 2,000 บาทขึ้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน (15% ต่อปี)
สรุปแล้วการจำนำกับโรงรับจำนำทั้งกับรัฐบาลและเอกชน จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 0.25 - 2% ต่อเดือน (ราว 3-24% ต่อปี)
อัตราดอกเบี้ยของการกู้ “สินเชื่อส่วนบุคคล” ที่ไม่ต้องใช้หลักประกันในการขอกู้ยืม ในไทยมีผู้ให้บริการหลายแบบ บางรูปแบบยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจนอัตราดอกเบี้ยก็อาจสูงลิ่ว แต่ส่วนใหญ่มักอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุเรื่องดอกเบี้ยเอาไว้ว่า ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกคิดค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงสุดได้ไม่เกิน 25% ต่อปี และเป็นแบบลดต้นลดดอกต่อปี
ถึงเราจะเห็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนี้ แต่เมื่อบริษัทฯ ต่างๆ ต้องแข่งขันกัน เราเลยเห็นเรทดอกเบี้ยที่หลากหลาย เช่น บางธนาคารระบุว่าดอกเบี้ยขั้นต่ำอยู่ที่ 9% ต่อปี แต่ต้องเป็นกลุ่มรายได้ประจำ 30,000 บาท/เดือนขึ้นไป เป็นต้น
สุดท้ายนี้ การขอสินเชื่อและการจำนำทองนั้นต่างก็มีข้อดี และข้อเสียต่างกัน อยู่ที่เรารับกับเงื่อนไขไหนได้ และวางแผนจะจ่ายคืนอย่างไร
ที่มา : มีทองอยู่ในมือ แต่ต้องรีบใช้เงิน จะเลือก “จำนำ” หรือ “ขาย” ดีกว่ากัน?