แห่ตุน ‘เยน’ รับค่าเงินอ่อน BBL ชิงเค้ก ‘Travel Card’

ร้านแลกเงินเผยไฮซีซั่นหนุนยอดกระเตื้อง “ซุปเปอร์ริชสีส้ม” รับสภาพธุรกิจไม่คึกคักเท่าช่วงก่อนโควิด เผยสกุล “ดอลลาร์สหรัฐ-ยูโร” ยังเป็นที่นิยมอันดับต้น ๆ ขณะที่ “เยน” มาแรงขึ้นอันดับ 3 คนแห่แลกตุน-อาศัยจังหวะอ่อนค่าสุดในรอบ 28 ปี สอดคล้อง “YouTrip” ระบุลูกค้าแห่แลกล่วงหน้าไว้เตรียมเที่ยวช่วงปลายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมมองภาพการแข่งขันแบงก์แห่ออก “Travel Card” ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ เปิดตัวบัตร “Bangkok Bank Travel Card” ลงสนามแข่งด้วย
นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช เคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด หรือ ซุปเปอร์ริชสีส้ม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นไฮซีซั่น บริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มการซื้อขายเงินตราต่างประเทศปรับตัวดีขึ้น นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมียอดซื้อขายเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท หรืออยู่ที่ 8,331 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. ที่มียอดที่ 6,604 ล้านบาท
ปิยะ ตันติเวชยานนท์
สำหรับปัจจัยสนับสนุน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากไทยเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้น สนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2568 น่าจะอยู่ที่ราว 33-34 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มีการแลกเงินเพิ่มมากขึ้น
“เราเห็นสัญญาณที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น เห็นฝรั่งเข้ามาหนาตาขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว หรือจีนเริ่มเข้ามากขึ้น แม้ว่าเวียดนามจะดึงนักท่องเที่ยวไปบ้าง เพราะราคาถูกกว่าไทยเกือบครึ่ง แต่การเดินทางเรายังสะดวกกว่า”
นายปิยะกล่าวว่าสกุลหลักที่มีการซื้อขายมากที่สุดในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ยังคงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 2,813 ล้านบาท หรือราว 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา สกุลเงินยูโร 1,875 ล้านบาท หรือราว 49 ล้านยูโร และสกุลเงินเยน 738 ล้านบาท หรือราว 3,405 ล้านเยน
“จะเห็นว่าในช่วงที่ค่าเงินเยนทยอยอ่อนค่า และอ่อนค่าสุดในรอบ 28 ปี ทำให้มีลูกค้าเข้ามาแลกเงินเก็บไว้ล่วงหน้าค่อนข้างมาก จากเดิมในช่วงปกติยอดขายเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบันยอดซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3,000 ล้านบาท หรือกว่า 700 ล้านเยน และขยับอันดับซื้อขายอยู่ในอันดับ 4-5 ขึ้นมาเป็นอันดับ 3”
สำหรับทั้งปี 2568 คาดว่าการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจะอยู่ที่ราว 9 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงปี 2567 ซึ่งปรับลดลง จากที่ช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่มีกว่า 1 แสนล้านบาท ประกอบกับปีนี้มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวหลายอย่าง ทั้งสงครามระหว่างประเทศ แผ่นดินไหว ส่งผลให้ทัวร์ยกเลิกเข้ามาในไทยจำนวนมาก
นอกจากนี้ การแข่งขันที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะบัตรเติมเงินหรือเดบิตที่สามารถแลกเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้า (Travel Card) ที่สถาบันการเงินออกกันมากขึ้น ซึ่งกระทบร้านแลกเงินค่อนข้างมาก บริษัทจึงต้องปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อประคองธุรกิจ โดยปรับลดสาขาบางส่วนในทำเลที่ตั้งที่มีค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง และสาขาที่มียอดขาย-รายได้ลดลง ปัจจุบันเหลือสาขาอยู่ที่ 43 แห่ง
“ในช่วงก่อนโควิด เรามียอดขายเฉลี่ย 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และปรับลดลงมาเหลือ 9,000 ล้านบาท เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เหตุการณ์สารพัดที่เกิดขึ้น รวมถึงคนที่หันไปใช้บัตร Travel Card มากขึ้น และร้านแลกเงินที่มีจำนวนเยอะขึ้น ทำให้การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อปริมาณธุรกรรมที่ปรับลดลง ซึ่งเราแข่งขันได้ยาก จึงต้องหันมาปรับลดค่าใช้จ่ายแทน”
นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่ามีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อาจจะไม่ได้สดใสมากนัก แต่ YouTrip ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมการใช้จ่ายและจำนวนผู้ใช้งานของ YouTrip ในไตรมาส 4 และเชื่อว่าจะยังเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของ YouTrip เช่นเดียวกับปีก่อนหน้า จากเทศกาลวันหยุดยาว และการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี
ขณะเดียวกัน จากตัวเลขของ YouTrip การเดินทางไปต่างประเทศของคนไทยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ยังไม่พบแนวโน้มชะลอตัวลงจากความกังวลถึงภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือผลกระทบจากสงครามการค้า ในทางตรงกันข้ามยังเห็นการเจริญเติบโตของยอดใช้จ่ายและจำนวนผู้ใช้งานตลอดทั้ง 3 ไตรมาส ซึ่งมากกว่ายอดรวมของทั้งปี 2567 อีกด้วย ทั้งนี้ YouTrip มองว่าพฤติกรรมคนไทยยังคงยกให้การเดินทางไปต่างประเทศเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญ และเลือกที่จะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมากกว่ายกเลิกทริป เพื่อบริหารจัดการค่าใช้จ่าย โดยยังเห็นการเติบโตของ “นักเดินทางยุคดิจิทัล” ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริป
นอกจากนี้ ยังเห็นการใช้ดิจิทัลวอลเลตที่รองรับเงินหลายสกุล (Multicurrency Wallet) เพื่อการจ่ายเงินที่คล่องตัวและคุ้มค่ามากกว่าการใช้จ่ายแบบดั้งเดิมด้วยบัตรเครดิต หรือเงินสด โดยการมอนิเตอร์อัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงินยอดฮิต และคอยแลกเก็บล่วงหน้าเพื่อช่วยให้ทริปประหยัดขึ้น ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญมากขึ้น
“ช่วงที่ค่าเงินเยนลงไปแตะระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี YouTrip เห็นลูกค้าเข้ามาแลกล่วงหน้าไว้ เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวช่วงปลายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่ายอดแลกเงินต่อวันที่สูงที่สุดในปีก่อนหน้ากว่า 70% และนอกจากสกุลเงินเยนแล้ว EUR, USD และ GBP ก็ยังคงเป็นสกุลเงินยอดนิยมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ซื้อของออนไลน์ และเรียนต่อในต่างประเทศ”
นางสาวจุฑาศรีกล่าวอีกว่า การที่หลายธนาคารหันมาให้ความสนใจและออกบัตร Travel Card กันมากขึ้นนั้น เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไปต่างประเทศถือเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ดังนั้นจึงไม่แปลกและเป็นเรื่องปกติที่ทุกธนาคารจะหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งการแข่งขันถือเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภค
ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ได้เปิดตัวบัตร “Bangkok Bank Travel Card” แบบ Prepaid card บัตรสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เจาะตลาดนักท่องเที่ยวไทยไปต่างประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจนถึงจุดหมาย ตั้งเป้าปีแรกมียอดเปิดใช้บริการบัตรไม่ต่ำกว่า 100,000 ใบ
ที่มา : แห่ตุน ‘เยน’ รับค่าเงินอ่อน BBL ชิงเค้ก ‘Travel Card’