ไปรษณีย์ไทย-ลาว อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ปลุกเศรษฐกิจ 2 ชาติ

ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในอนุภูมิภาคอาเซียน และการค้าระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือด้านไปรษณีย์ระหว่างไทยและ สปป.ลาว กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งการค้า การขนส่ง และระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของลาวขยายตัวสูงก้าวกระโดด และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและปลอดภัยของการขนส่งมากขึ้น ทำให้ไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาวต้องเร่งปรับตัวและเสริมความร่วมมือตามแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ความร่วมมือไปรษณีย์ไทย-ลาว ครั้งที่ 29 รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการหารือระหว่างสององค์กรรัฐวิสาหกิจ หากแต่เป็นการต่อจิ๊กซอว์สำคัญ ในการยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค เพราะทั้งไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาวต่างตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตคู่ขนานกับเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งกลายเป็นเส้นเลือดหลักด้านโลจิสติกส์ทางบกในยุคใหม่
ไปรษณีย์ไทย-ลาวหนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ฤกษ์งามยามดีที่ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ความร่วมมือด้านไปรษณีย์ระหว่างไทยและ สปป.ลาว ได้เดินทางเข้าสู่ปีที่สำคัญยิ่ง เมื่อบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท ไปรษณีย์ลาว จำกัด เปิดฉากการประชุมความร่วมมือครั้งที่ 29 ท่ามกลางกระแสการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าชายแดนที่ขยายตัวรวดเร็วในระเบียงเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน
การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการประจำปี แต่เป็นเวทีวางหมุดหมายใหม่ของการเชื่อมโยงโลจิสติกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลในอนุภูมิภาค CLMV เพื่อนำทั้งสองประเทศสู่บทบาทศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยการเปิดฉากความร่วมมือครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้มีโอกาสพาเหล่าสื่อมวลชนมาร่วมเป็นสักขีพยานและได้เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ผู้บริหารจากไปรษณีย์ทั้งสองประเทศอย่างเป็นกันเอง
ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-ลาวยังคงเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ในเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมแตะ 23,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8.8% เมื่อเทียบปีก่อนขณะที่ตลาด e-Commerce ลาวเองก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าพร้อมบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ซึ่งกำลังกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ผลักดันให้ระบบขนส่งและระบบการชำระเงินมีความสำคัญยิ่งขึ้นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งสองชาติ
การเติบโตนี้สอดประสานเข้ากับโครงสร้างโลจิสติกส์ใหม่ของภูมิภาค โดยเฉพาะ “รถไฟจีน-ลาว” ที่เพิ่งเปิดเดินรถเต็มระบบ ส่งผลให้เส้นทางไทย-ลาว-จีนกลายเป็นสะพานการค้าใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปรษณีย์ไทยจึงเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Parcel Defined Logistics” เพื่อตอบโจทย์พัสดุทุกรูปแบบตั้งแต่สินค้าชิ้นเล็ก จนถึงสินค้าที่มีมูลค่าสูง รองรับโอกาสทางธุรกิจที่กำลังพุ่งสูงตามความเชื่อมโยงของภูมิภาคนี้
ดนันท์ยังระบุว่า ด้วยกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาว จึงตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ 5 ด้านผลักดันเศรษฐกิจสองชาติ ได้แก่
1.ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและระบบสากลของการขนส่งไปรษณีย์ ผ่านระบบถุงเมล์ปิด-เปิด ที่ใช้ทั้งทางอากาศ ภาคพื้นดินและบริการ EMS ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดขั้นตอนศุลกากร
2.ขยายบริการ e-Commerce ข้ามพรมแดน ผลักดันบริการ ePacket และ COD ไทย-ลาว-จีน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถส่งสินค้าได้คล่องตัว ปลอดภัย และรวดเร็ว รองรับความต้องการของตลาดดิจิทัลที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง
3.พัฒนาโซลูชั่นการเงินดิจิทัล ทั้ง e-Wallet ช่องทางชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการต่อสัญญาความร่วมมือแบบ Exclusive กับ Western Union เพื่อให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศปลอดภัย และโปร่งใสยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ
4.สร้างภาพลักษณ์ร่วมผ่านการตลาดและตราไปรษณียากร จัดทำชุดแสตมป์เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ลาว เพื่อสะท้อนมิตรภาพและวัฒนธรรมร่วมของสองประเทศ ผ่านงานศิลปะบนแสตมป์ที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดนักสะสม
5.พัฒนาศักยภาพบุคลากรสองชาติร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ การฝึกอบรมทั้งแบบ Onsite และ Virtual Learning เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการในทุกระดับให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก

ดนันท์ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ แต่เป็นการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง ไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาระบบ EDI และระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์มาใช้ในเครือข่ายการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ขณะที่การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs และร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน
ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมทำงานร่วมกันในมิติต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการและเสริมความแข็งแรงของระบบโลจิสติกส์ในภาพรวม ถือเป็นการวางรากฐานระยะยาวให้เศรษฐกิจชายแดนของ CLMV เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม โดยมีไปรษณีย์ไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังตั้งเป้าพัฒนาระบบขนส่งแบบครบวงจร ทั้งภาคพื้น-อากาศ-ราง เพื่อขยายศักยภาพการขนส่งสินค้าในระดับภูมิภาค พร้อมเข้าร่วมเวทีความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ในปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้กับประเทศสมาชิกอาเซียน และนอกจากนี้เครือข่ายบริการยังมีแผนขยายครอบคลุมด่านชายแดนหลัก เช่น หนองคาย เชียงของ และสะพานมิตรภาพไทย-ลาวทุกแห่ง เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจากไทยสู่ตลาดจีนตอนใน ตลอดจนปลายทางยุโรปตะวันออก ซึ่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่นในเส้นทางรถไฟสายใหม่
“ความร่วมมือไทย-ลาวครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจสองประเทศเติบโตอย่างสมดุล พร้อมผลักดันให้ไปรษณีย์ไทยก้าวสู่ ‘Trusted ASEAN Brand’ และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาโลจิสติกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค CLMV อย่างยั่งยืน” ดนันท์ระบุ
ไปรษณีย์ไทย9ด.รายได้พุ่ง1.68หมื่นล้าน
นอกจากการจับมือร่วมกันทำงานระหว่างไปรษณีย์ไทยและลาว ในส่วนของรายได้รวมไปรษณีย์ไทยตลอด 9 เดือนของปี 2568 ที่ยังเติบโต
ดนันท์ระบุว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กันยายน 2568) ไปรษณีย์ไทยทำรายได้รวม 16,860.73 ล้านบาท แสดงถึงการเติบโตในหลายมิติ โดยธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ทำรายได้กว่า 7,990.28 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 47.39% ของรายได้รวม และขยายตัว8.42% เมื่อเทียบกับปี 2567 จากแรงหนุนของเศรษฐกิจหลายเซกเตอร์ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ แฟชั่น หรือสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์
ปี 2568 ถือเป็นปีที่ไปรษณีย์ไทยเริ่มเห็นผลลัพธ์ จากการต่อยอดด้านเครือข่าย เทคโนโลยี คุณภาพบริการ และบุคลากร ส่งผลให้ปริมาณงานหลายหมวด มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับบริการข้ามประเทศที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างที่มีคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งไปรษณีย์ไทยยังคงให้บริการเพื่อสังคม (PSO) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ มกราคม-กันยายน 2568 คิดเป็น 466.93 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลสำรวจความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทย ปี 2568 มีคะแนนเพิ่มสูงถึง 97.92% และคะแนนความไว้วางใจที่ปรับจาก 96.11% ขึ้นสู่ 98.26% สะท้อนว่าผู้ใช้บริการเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านความเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพงานนำจ่ายอย่างเป็นรูปธรรม แม้ปีนี้ต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งผลกระทบภาษีทรัมป์และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอลง แต่การขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ทำให้เส้นทางการเติบโตขององค์กรมั่นคงยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ประเมินว่าธุรกิจต่างประเทศยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยปริมาณงานในปี 2567-2568 เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ EMS ยังคงเป็นบริการหลัก มีสัดส่วนรายได้สูงสุด 33.99% ของรายได้ส่งต่างประเทศทั้งหมด ตอบโจทย์ความต้องการส่งสินค้าข้ามแดนในช่วงที่ภาคส่งออกยังผันผวน
ยกระดับเครือข่ายขนส่ง-พัฒนาซุปเปอร์แอพพ์
ในปี 2569 ที่จะถึงนี้ ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมแผนการพัฒนาด้านเครือข่ายขนส่งให้มีความกว้างขวางและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ดนันท์วางแผนปี 2569 ว่าไปรษณีย์ไทยจะเตรียมยกระดับเครือข่ายขนส่งข้ามแดนสู่มาตรฐานสากล และเดินหน้าขยายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสนับสนุน SMEs และผู้ประกอบการออนไลน์เข้าตลาดใหม่ โดยเปิดบริการส่งสินค้าเข้าคลัง Amazon FBA จากไทยสู่สหรัฐอเมริกา แบบครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้า พิธีศุลกากร ไปจนถึงการนำส่งถึงคลัง Amazon พร้อมเชื่อมเครือข่ายกว่า 205 ปลายทางในการกระจายสินค้าการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้านวัตกรรม นอกจากนี้ ยังให้บริการแบบ End-to-End ครอบคลุมคำปรึกษา เอกสารศุลกากร การแพคกิ้งมาตรฐาน และบริการขนส่ง เช่น EMS World และ ePacket
นอกจากนี้ ปี 2569 ไปรษณีย์ไทยจะเดินหน้ากลยุทธ์ “Sustainnovation” เพื่อพาองค์กรก้าวเป็น Tech Post ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบปฏิบัติการ และบริการใหม่ โดยประกอบด้วย 4 โซลูชั่นหลัก ได้แก่
1.AI-Driven Operation นำ AI มาวางแผนเส้นทาง ลดเวลาและลดพลังงาน เพิ่มความแม่นยำ รวมถึงระบบ AI วิเคราะห์สต๊อก ระบบ Chatbot ตลอด 24 ชั่วโมง และการพัฒนาซุปเปอร์แอพพลิเคชั่น (Super App) รวมบริการขนส่ง-การเงิน-อีคอมเมิร์ซในหนึ่งเดียว
2.ระบบ D/ID เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูล รองรับการรับ-ส่งพัสดุ เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และอีคอมเมิร์ซอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเพิ่มศักยภาพการรองรับงานโดยไม่เพิ่มต้นทุน
3.Prompt Post รุ่นใหม่ พร้อมฟีเจอร์ Digital Postbox, Passport Tracking, Prompt Pass และ Prompt Vote รองรับธุรกรรมออนไลน์และบริการภาครัฐด้วยระบบติดตามที่ปลอดภัยกว่าเดิม
4.Postman Cloud เสริมกำลังบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงดึงบุคลากรวัยเกษียณที่มีความคุ้นเคยกับชุมชนเข้ามาร่วมช่วยงาน เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์ความต้องการ และยกระดับคุณภาพข้อมูลด้วยระบบ IT-AI ให้เกิดประโยชน์ในเชิงลึกมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของไปรษณีย์ไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคดิจิทัล มุ่งหน้าไปสู่โมเดล Tech Post อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดโลกในยุคใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ไปรษณีย์ลาวหวังไทยช่วยพลิกวิกฤตภาษี40%
สำหรับวิกฤตจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา หรือภาษีทรัมป์ กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อระบบไปรษณีย์ของ สปป.ลาว เมื่อรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากลาวสูงถึง 40% ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าจากลาวไปต่างประเทศหายไปเฉียบพลัน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของรายได้ไปรษณีย์ลาวมานานหลายปี
ลิดทิกอน พุมมะสัก ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ลาว จำกัด (Lao Post) ยอมรับถึงผลกระทบอย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรการภาษีดังกล่าวทำให้สินค้าออกจากลาวลดลงถึง 60% ของปริมาณทั้งหมด จนองค์กรจำเป็นต้อง “หยุดให้บริการขนส่งสินค้าไปสหรัฐชั่วคราว” และเปิดรับเฉพาะเอกสารเท่านั้น แม้ตัวเลขการค้ารวมระหว่างสองประเทศยังอยู่ราว 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ผลกระทบต่อรายได้ของไปรษณีย์ลาวถือว่าหนักหน่วงกว่าที่คาด เพราะรายได้ส่วนใหญ่พึ่งพาการขนส่งออกนอกประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ จึงใช้โอกาสสำคัญในการปรับทิศทางรายได้ใหม่ด้วยการเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกขยายตลาดในภูมิภาค โดยหันมาจับมือไปรษณีย์ไทยอย่างแน่นแฟ้น เพื่อสร้างฐานอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม
ลิดทิกอนมองว่า ประเทศไทยเป็น “คู่ค้าสำคัญที่สุดของลาว” ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การนำเข้า-ส่งออก และความผูกพันของประชากร เนื่องจากมีแรงงานลาวอาศัยและทำงานอยู่ในไทยหลายแสนคน อีกทั้งสินค้าส่วนใหญ่ที่คนลาวนิยมบริโภคก็มาจากไทย ทำให้ความร่วมมือระหว่างไปรษณีย์สองประเทศมีความหมายยิ่งขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้ ฉะนั้น การใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมตลาดอีคอมเมิร์ซลาว จะช่วยอุดช่องว่างรายได้ที่หายไปจากตลาดสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นโอกาสทองในการยกระดับมาตรฐานอีคอมเมิร์ซลาวให้เติบโตเร็วขึ้นกว่าในอดีต
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ไปรษณีย์ลาวและไปรษณีย์ไทยลงนามความร่วมมือบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ข้ามพรมแดน อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการค้าดิจิทัลในยุคปัจจุบัน ซึ่งบริการนี้จะสร้างความโปร่งใสให้การซื้อขายออนไลน์ และทำให้การส่งสินค้าไทย-ลาวมีความสะดวกกว่าที่เคย โดยตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งสองฝั่งอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น 1.คนลาวที่อาศัยภายในประเทศลาว
การซื้อสินค้าจากไทยได้ง่ายขึ้น ผ่านระบบทางการ 2.คนลาวที่อาศัยในประเทศไทยจะส่งสินค้าอุปโภคบริโภคกลับบ้านเกิดได้สะดวก และ 3.นักท่องเที่ยวไทย ที่ไปเที่ยวลาว สามารถสั่งอาหารพื้นเมืองที่ถูกใจมากินต่อในไทยได้
“การมี COD อย่างเป็นระบบจะช่วยดึงธุรกรรมที่อยู่นอกระบบให้เข้าสู่ช่องทางทางการ เพิ่มความโปร่งใสและป้องกันปัญหาการทุจริตในการขนส่งพัสดุ ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับสำคัญให้ตลาดอีคอมเมิร์ซลาว ‘เติบโตก้าวกระโดด’ ในระยะต่อไป” ลิดทิกอนกล่าว
ความร่วมมือเชิงรุกระหว่าง ไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในการยืนหยัดร่วมกันในฐานะ “พันธมิตรยุทธศาสตร์” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสองประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
พร้อมเชื่อมโยงการค้า-โลจิสติกส์-ดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแรงกว่าที่เคย
ที่มา : ไปรษณีย์ไทย-ลาว อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ปลุกเศรษฐกิจ 2 ชาติ