ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า จับตาดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ



ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ 8 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/12) ที่ระดับ 31,88/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (04/12) ที่ระดับ 32.03/04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องจากหน่วยงานรัฐปิดทำการนานเป็นประวัติการณ์ถึง 43 วัน

โดยระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนกันยายนขยับขึ้น 0.3% ตรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ขณะที่ตัวเลขเดือนสิงหาคมถูกปรับลดลงเหลือเติบโต 0.5% ในส่วนของภาวะเงินเฟ้อ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย.เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบรายปี หากไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE)

ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้เป็นมาตรวัดหลัก เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายเดือน และทรงตัวที่ 2.8% เมื่อเทียบรายปี นอกจากนี้โครงการสำรวจผู้บริโภค มหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนธันวาคมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 53.3 จากระดับ 51.0 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าระดับ 52 ที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ตัวเลขการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแผ่วลงในช่วงท้ายไตรมาส 3

หลังจากที่เคยเติบโตอย่างแข็งแกร่งติดต่อกัน 3 เดือน ในด้านมุมมองของผู้บริโภค โจแอนน์ สุวี ผู้อำนวยการโครงการสำรวจ ให้ความเห็นว่า “แม้ผู้บริโภคจะเห็นสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางด้านเมื่อเทียบกับเดือนก่อน แต่บรรยากาศโดยรวมยังคงดูซบเซา เนื่องจากภาระค่าครองชีพที่สูงยังคงกดดันอยู่ ขณะที่ความหวังต่อตลาดแรงงานแม้จะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สู้ดีนัก”


สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่าโครงการคนละครึ่ง พลัส ระยะที่ 2 (เฟส 2) จะสามารถใช้ได้ทันก่อนรัฐบาลประกาศยุบสภาในเดือน ม.ค. 2569 อย่างแน่นอน ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งจัดทำรายละเอียดของโครงการทั้งหมด ยังไม่สามารถชี้แจงได้

โดยต้องรอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาก่อนทั้งนี้ ในส่วนของวงเงินใช้จ่ายต่อรายนั้นยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน จึงเร็วไปที่จะพูดตอนนี้ โดยขณะที่ทุกฝ่ายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ว่าจะดำเนินการอย่างไร จะแตกต่างจากเฟส 1 อย่างไร เพื่อจะให้ทันตามนโยบายรัฐบาล และเพื่อให้มาตรการมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.81 – 31.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/12) ที่ระดับ 1.1646/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (04/12) ที่ระดับ 1.1677/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำนักงานสถิติกลางแห่งเยอรมนี เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมของเยอรมันเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่มีการปรับตามฤดูกาลที่ -0.4% และเพิ่มขึ้นจาก 1.3% ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1646-1.1671 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1655/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (08/12) ที่ระดับ 155.03/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (04/12) ที่ระดับ 155.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.83 ล้านล้านเยน (1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 15.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายงานเบื้องต้นระบุว่า รายได้ปฐมภูมิ (Primary Income)

ซึ่งรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลและดอกเบี้ยจากการลงทุนในต่างประเทศ ปรับตัวสูงขึ้น 8.6% แตะระดับ 3.46 ล้านล้านเยน สำหรับองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ นั้น ดุลการค้าสินค้าพลิกกลับมาเกินดุลที่ 9.83 หมื่นล้านเยน จากที่เคยประสบภาวะขาดดุล โดยยอดการส่งออกปรับตัวขึ้น 2.8% เป็น 9.66 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% อยู่ที่ 9.56 ล้านล้านเยน

นอกจากนี้ โตเกียว โชโก รีเสิร์ช (Tokyo Shoko Research) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยสินเชื่อ เปิดเผยว่า จำนวนบริษัทล้มละลายในญี่ปุ่นอยู่ที่ 9,372 รายในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้จำนวนบริษัทล้มละลายในปี 2568 พุ่งขึ้นทะลุระดับ 10,000 รายเป็นปีที่สองติดต่อกัน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.88 – 155.47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 155.42/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของธนาคารกลางออสเตรเลีย (09/12), ดุลการค้า ของเยอรมนี เดือน ต.ค. (09/12), อัตราการจ้างงานจากข้อมูลของ ADP ของสหรัฐ รายสัปดาห์ (09/12), ตัวเลขเปิดรับสมัครงานจาก JOLTS เดือน ก.ย. (09/12), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีน เดือน พ.ย. (10/12), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีน เดือน พ.ย. (10/12), ดัชนีอัตราค่าจ้างแรงงาน ไตรมาส 3 ของสหรัฐ (10/12),

การประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของธนาคาร ของธนาคารกลางสหรัฐ (11/12), อัตราการจ้างงาน ของออสเตรเลีย เดือน พ.ย. (11/12), อัตราการว่างงาน ของออสเตรเลีย เดือน พ.ย. (11/12), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ของสหรัฐ (11/12), ดุลการค้า ของสหรัฐ เดือน ก.ย. (11/12), ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของสหราชอาณาจักร เดือน ต.ค. (12/12)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7/-6.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.25/-3.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : "ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า จับตาดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ"

92
วันที่ 8 ธันวาคม 2568