เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”

วันนี้ (12 ธ.ค.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจต่อการยุบสภา โดย​การยุบสภา​ได้สลายความไม่ชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเวลาจำกัดและมองว่าการยุบสภาก่อนข้อตกลงเดิมเพียงเดือนเศษๆ ไม่น่ากระทบเศรษฐกิจมากนัก​

อย่างไรก็ดี ช่วงจังหวะนี้เป็นจังหวะทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมปัญหาความขัดแย้งทางชายแดนกับกัมพูชา และปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมทั้งข้อตกลงการค้า​ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า

​ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 ด้าน ดังนี้

1.​ด้านการลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI​ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจจะรีรอก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอมาตรการของภาครัฐ หรือนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ​แต่เชื่อว่ากระทบไม่มาก เพราะนักลงทุนที่เลือกที่จะ​ WAIT AND​ SEE อาจจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แต่นักลงทุนที่คุ้นเคยและตั้งใจลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วน่าที่จะเข้ามาลงทุนและหาโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้ง​

2.คือกำลังซื้อ​ เมื่อรัฐบาลยุบสภาอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ​ เช่น​ มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 มาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ​ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว​อีกทั้งการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่​อาจจะไม่สามารถทำได้​ อย่างไรก็ดี มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้วยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้​ เช่นรถไฟฟ้าสายสีส้ม​ สีม่วงใต้​ รถไฟความเร็วสูงไทยจีน​

3.คือความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน​จากการยุบสภาก่อนข้อกำหนดเดิม​เล็กน้อยก็ไม่น่ากระทบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนมากนัก​ ซึ่งไม่น่าทำให้เงินบาทหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเปลี่ยนแปลงมากนัก​ อย่างไรก็ดีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่สูงขึ้น​น่าทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย​เลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จากระดับ 1.50% เหลือ 1.25%​

อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่มีการยุบสภา​ เชื่อว่าทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอยู่แล้ว​ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในช่วงต้นปีหน้า​ และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำ​ ซึ่งสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ​ปีหน้า​

นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว​ การยุบสภาที่เร็วกว่าข้อกำหนดเดิม​มีปัจจัยบวกด้วยกันอยู่ 3 ด้าน​

1. งบประมาณปี 2570​ น่าจะผ่านรัฐสภาชุดใหม่​ทัน​กำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ​ซึ่งแน่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนและอื่นๆ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งก่อนหน้า​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่าเดิมเดือนเศษๆน่าที่จะทำให้การนับคะแนน​การจัดตั้งรัฐบาลทันในช่วงการไตรมาส 2​และมีรัฐบาลใหม่ในช่วงต้นไตรมาส 3​

2.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าจะสามารถเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐรวมทั้งการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้น่าจะสนับสนุนทำให้​ต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีการลงทุนมากขึ้นและสนับสนุนการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี​

3.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าที่จะมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้นหลังจากที่รัฐบาลรักษาการอาจจะไม่สามารถมีอำนาจเต็มในการออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ​ แต่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถออกมาตรการให้งบกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว​ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ​

“เรายังไม่ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทย​แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้วที่ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น”

สุดท้ายต้องหาความหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังสามารถสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อย ก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น ทั้งสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย ​รวมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงที่เหลือจากนี้ไป​

ที่มา : เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย” » อีจัน

451
วันที่ 13 ธันวาคม 2568