กกต.ล็อกกุญแจประชานิยม ตั้ง 8 อรหันต์ คุมนโยบาย 76 พรรคการเมือง

แคมเปญประชานิยมกลายเป็น “กับดัก” อันตรายของพรรคการเมืองต้องพึงระวัง

เพราะบทเรียนจากยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นโยบายประชานิยมอย่าง “ดิจิทัลวอลเลต” ด้วยการแจกเงิน 1 หมื่นบาท ถูกเตะสกัดจากทุกทิศทาง ติดกับดักวินัยการเงินการคลัง


ขณะที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่เลือกเล่น “ท่ายาก” แต่ใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีที่เคยทำมาแล้วในอดีต อย่างโครงการ “คนละครึ่ง” ปรับโฉมเป็น “คนละครึ่งพลัส” หลีก “กับดัก” วินัยการเงินการคลัง

เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ได้กำหนดกลไกให้ผู้ถืออำนาจรัฐต้อง “รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด” ตามมาตรา 66 และให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลจะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย ตามมาตรา 162


ผุดบอร์ดอรหันต์คุมนโยบาย
ยังมีล็อกอีก 2 ชั้น ชั้นแรกคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 57 การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งจะต้องบอก 1.วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ 2.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

ล็อกชั้นที่ 2 คือ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ นอกจากพรรคการเมืองจะต้องบอก 3 ข้อที่กำหนดในล็อกชั้นที่ 1 แล้ว ยังกำหนดให้พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายดังกล่าวต่อ กกต.ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อให้มีการตรวจสอบก่อนนำไปใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียง


สำคัญที่สุดคือให้มี “คณะกรรมการตรวจสอบ” ขึ้นมา 1 ชุด

มีอำนาจ ดังนี้ 1.ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง 2.เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.

หรือเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบได้รับเอกสารหลักฐาน หรือคำชี้แจงจากพรรคการเมือง เห็นว่ายังไม่ครบถ้วนและถูกต้อง ให้คณะกรรมการตรวจสอบเสนอ กกต. เพื่อสั่งให้พรรคการเมืองนั้นดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีคณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองแล้ว ให้เสนอ กกต.พิจารณาต่อไป

“โดยคณะกรรมการตรวจสอบอาจมีข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.ก็ได้”

8 องค์กรอรหันต์
ย้อนไปในคราวเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ข้อมูลของ กกต.ระบุว่า มี 73 พรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้ง มีถึง 734 นโยบายที่ กกต.ต้องตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าพรรคการเมืองจำนวนมากไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแจ้งรายละเอียดของนโยบาย

ดังนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.จึงเตรียมออกประกาศ กกต.เพิ่มอีกฉบับหนึ่ง เรื่ององค์ประกอบของ “คณะกรรมการตรวจสอบ”

มีรายงานว่า กกต.ได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง ประกอบด้วย 1.ธนาคารแห่งประเทศไทย 2.กระทรวงการคลัง 3.กระทรวงพาณิชย์ 4.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมฯ 5.ทีดีอาร์ไอ 6.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 7.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ 8.นักวิชาการ มาร่วมเป็นองคาพยพในการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง ที่ขณะนี้มีอยู่ 76 พรรคการเมือง

“กลไกของคณะกรรมการตรวจสอบคือ ทำหน้าที่ตรวจสอบว่านโยบายของแต่ละพรรคได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่มีสิทธิบอกว่านโยบายไหนถูกหรือผิด แต่คณะกรรมการชุดนี้มีสิทธิที่จะให้ความเห็นเพื่อเสนอต่อ กกต.ได้ ว่านโยบายนี้มีความคุ้มค่า หรือมีความสุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยจะเป็นการให้ข้อสังเกต โดยการพิจารณาของ กกต.จะเป็นคำตอบสุดท้าย” แหล่งข่าวกล่าว

ทำเกินกฎหมายกำหนด
“แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ชี้แจงว่า ประกาศฉบับนี้ออกมาเป็นไปตามกระแสเรียกร้องจากประชาชนและสังคม ที่อยากให้ กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองให้มากขึ้นจากเดิม ซึ่งเราจะไปเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาช่วยตรวจสอบ ส่วนกรณีผลการตรวจสอบของนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองนั้นจะทำได้หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการทำงานจะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

“การประกาศนี้ยอมรับว่า กกต.ทำเกินที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของสังคม” นายแสวงกล่าว

ห้ามยกเมฆ-นั่งเทียนเขียน
อภิวัฒน์ เริงทรัพย์ ผู้อำนวยการกิจการพรรคการเมืองสำนักงาน กล่าวว่า การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมามีหลายพรรค กกต.ไม่ระบุวงเงิน แหล่งที่มา หรือบางพรรคระบุว่ามาจากการกู้เงิน ก็ไม่ได้บอกว่ากู้จากไหน ซึ่งกฎหมายให้กำหนดวงเงิน และความเป็นไปได้ของนโยบาย เช่น นโยบายลดดอกเบี้ย หรือนโยบายยกหนี้ให้ครูทั้งประเทศ ใช้งบฯ 5 หมื่นล้าน แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่สามารถปฏิบัติได้ หลายนโยบายเขียนโดยยกเมฆขึ้นมา เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

“เราจึงมีประกาศฉบับนี้ขึ้นมา มีเงื่อนไขข้อแรกคือ พรรคการเมืองต้องส่งนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน พรรคการเมืองต้องส่งให้ กกต.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน ถ้าพรรคใดไม่มั่นใจวงเงินที่ใช้ ผลกระทบต่าง ๆ ต้องมีนักวิชาการเขียน อย่านั่งเทียนเขียนเอง หรือเขียนโดยเข้าใจว่า คิดว่า ไม่ได้”

“เงื่อนไขที่ 2 จะมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งในการตรวจสอบนโยบาย คณะกรรมการชุดนี้อาจมีความเห็นได้ ว่านโยบายที่พรรคการเมืองเขียนอาจมีความเห็นในทางปฏิบัติ ว่าไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ได้ หากพรรคการเมืองเขียนไม่ครบองค์ประกอบ”

“พรรคการเมืองต้องตรวจสอบด้วยความถ้วนถี่ ถ้ามั่นใจแล้วเขียนให้ครบถ้วน ลำดับ ชื่อนโยบาย วงเงินที่ใช้เท่าไหร่ ที่มาของเงินที่จะใช้ เอาเงินจากไหน จะกู้จากไอเอ็มเอฟ จากงบประมาณแผ่นดิน จะออกพันธบัตรรัฐบาล ต้องเขียนที่มาให้ชัดเจนความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย ต้องชี้แจงให้ได้ว่าคุ้มค่าอย่างไร คุ้มค่ากับงบประมาณที่ตั้งไว้หรือไม่”

“ประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น อยากไปดาวอังคาร ประโยชน์ที่ได้รับ ให้ลูกหลานได้ไปดาวอังคารอะไรก็ว่าไป แต่ต้องเขียนให้ชัดเจน รวมถึงความเสี่ยงของนโยบาย เช่น จรวดอาจระเบิดได้ อาจชนอุกกาบาต ต้องว่ามา เพราะมีความเสี่ยง”

“รวมวงเงินทั้งหมดที่ใช้นโยบาย หน่วยเป็นบาท บางพรรคใส่หน่วยเป็นล้านล้านบาทก็ไม่ผิด”

จากนี้นโยบายพรรคการเมืองจะถูกคุมเข้มโดย กกต. และ 8 อรหันต์ที่เป็นหน่วยสำคัญในการตรวจสอบ

ที่มา : กกต.ล็อกกุญแจประชานิยม ตั้ง 8 อรหันต์ คุมนโยบาย 76 พรรคการเมือง

445
วันที่ 20 ธันวาคม 2568