เงินบาทยังแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า “6 ปัจจัยสำคัญ-ราคาทองคำโลก”

เงินบาทยังคงแข็งค่า ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่งครั้งใหม่ กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 31.30-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาสัปดาห์หน้า 6 ปัจจัยสำคัญ ทั้งสถานการณ์เงินบาทของทางการไทย ตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาททำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่งครั้งใหม่ โดยเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคและการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงถูกกดดันจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีหน้า
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและอ่อนค่ากลับมาบางส่วนในช่วงกลางสัปดาห์ หลัง กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาที่ระดับ 1.25% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมกับมีการระบุถึงการยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของเงินบาท ซึ่งแข็งค่าขึ้นตามการคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดและปัจจัยเฉพาะของไทย
ธปท.ติดตามธุรกรรมเงินบาท
นอกจากนี้ ในระหว่างสัปดาห์ ธปท. ยังส่งสัญญาณติดตามธุรกรรมที่อาจส่งผลทางตรงและทางอ้อมต่อค่าเงินบาททั้งในส่วนของธุรกรรมทองคำในรูปแบบ Paper Trade สินทรัพย์ดิจิทัล และช่องทางอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งช่วงท้ายสัปดาห์ และแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบประมาณ 4 ปีครึ่งครั้งใหม่ (นับตั้งแต่ 21 มิ.ย. 2564) ที่ 31.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงกดดัน หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีทิศทางชะลอลง [US CPI Inflation +2.7% YoY ในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.1% และชะลอลงจากระดับ 3.0% ในเดือนก.ย.] ซึ่งทำให้ตลาดยังคงให้ความสนใจไปที่โอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าที่สื่อสารไว้ใน Dot Plot ในปี 2569
ในวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.59 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (12 ธ.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 15-19 ธ.ค. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,266 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 3,158 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 2,654 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 504 ล้านบาท)
เงินบาท:กรอบสัปดาห์หน้า
สำหรับสัปดาห์หน้า หรือระหว่างวันที่ 22-26 ธ.ค. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.30-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ท่าทีต่อสถานการณ์เงินบาทของทางการไทย ตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ย. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ข้อมูลจีดีพีและดัชนีราคา PCE/Core PCE ประจำไตรมาส 3/2568 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ส่วนสรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นในช่วงแรก ก่อนจะทยอยย่อตัวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์
SET Index ดีดตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สวนทางภาพรวมตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวลง โดยหลักๆ มีปัจจัยหนุนจากความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นการเมืองในประเทศ หลังกกต.กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อหุ้นทุกกลุ่ม นำโดย เทคโนโลยีและพลังงาน อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงในเวลาต่อมาท่ามกลางแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ตามการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ประกอบกับขาดปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาหนุนตลาด
ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงต่อหลังการประชุมกนง. โดยแม้กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตามคาด แต่ก็ได้ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569-2570 มีแนวโน้มชะลอลง ซึ่งกระตุ้นแรงขายทำกำไรในหุ้นหลายกลุ่ม อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ในวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,252.19 จุด ลดลง 0.15% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 34,035.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.59% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.57% มาปิดที่ระดับ 212.85 จุด
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (22-26 ธ.ค. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,275 และ 1,285 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 ของอังกฤษ ตลอดจนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือนพ.ย. ของญี่ปุ่น
นายกสมาคมค้าทองพร้อมคุยแบงก์ชาติ
ส่วนความคืบหน้ากรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับมือเงินบาทแข็งค่า เสนอกระทรวงการคลังตั้งทีมจับตาธุรกรรมค้าทองคำ และให้เพิ่มรายงานการซื้อ-ขาย โดยเฉพาะที่ผ่านแพลตฟอร์ม เพราะมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งดันค่าเงินบาท โดยจะเชิญตัวแทนผู้ค้าทองคำมาพูดคุย

จิตติ ตั้งสิทธิภักดี
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยนัดหารือกับผู้ค้าทองที่แพลตฟอร์มออนไลน์ และนำเข้า-ส่งออก รวม 14 ราย ผ่านแอปพลิเคชั่น “Zoom” ซึ่งยังไม่ทราบในรายเอียดการหารือ แต่เท่าที่ทราบคือ ธปท.จะมีมาตรการให้ผู้ค้าทองรายงานรายละเอียดการซื้อขายเพิ่มเติมมากขึ้น แต่รายงานอย่างไรก็ต้องรอดูจากการประชุมก่อน
“จากที่ ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก็เห็นว่าเกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์ที่มีการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีส่วนว่าซื้อขายเยอะ แต่การซื้อขายก็ต้องรายงานอยู่แล้ว ส่วนจะต้องรายงานอะไรเพิ่มเติมก็ต้องรอดู แต่อย่างคราวที่แล้วที่พูดกันเรื่องส่งทองไปประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏว่ามันไม่ใช่ คราวนี้พูดถึงพวกออนไลน์ หรือซื้อขายล่วงหน้าก็ต้องดูว่าจะมีอะไร ประชุมแล้วจะมีมาตรการอะไรออกมา”
นายจิตติกล่าวว่า ธุรกิจค้าทองเป็นธุรกิจส่วนตัว แต่ละรายที่ทำกันอยู่ ทางสมาคมไม่สามารถเข้าไปล้วงลูก หรือทราบรายละเอียดทั้งหมดได้ ว่าแต่ละรายรายงานข้อมูลธุรกรรมกันอย่างไรบ้าง โดยสมาคมจะดูแลในแง่ที่ให้ทุกคนอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งหากทางการจะเข้มงวดร้านทองทั้งหมดคงไม่มีความจำเป็น เพราะร้านทองตู้แดงที่ไม่มีการซื้อขายล่วงหน้าหรือออนไลน์ ที่ซื้อขายทองเป็นเงินบาท ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องค่าเงิน
“ร้านทองรายเล็ก ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ ถ้าไปพัวพันกับพวกนี้ด้วยก็จะยุ่ง เพราะเป็นธุรกิจครอบครัว แล้วถ้าต้องรายงานอะไรพวกนี้ เขาไม่มีระบบพวกนี้ มันจะยุ่งไปหมด แต่ถ้า 14 รายที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ก็อีกแบบหนึ่งเพราะเป็นรายใหญ่ ขึ้นกับว่าเขาจะเอาอย่างไรกัน แต่รายเล็กไม่น่าจะเกี่ยว ดังนั้นก็ต้องรอให้ 14 รายนี้ไปคุยรายละเอียดก่อน”
ส่วนแนวคิดที่ทางการอยากให้มีหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจทองคำโดยตรงนั้น นายจิตติกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะจำเป็นต้องขนาดนั้นหรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้ว การซื้อขายในประเทศก็ปกติ ซึ่งต้องรอฟังผลการประชุมว่าต้องให้ความร่วมมืออย่างไร หรือมีข้อติดขัดอะไรตรงไหนบ้างก่อน ทั้งนี้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องให้ความร่วมมือ

ที่มา : เงินบาทยังแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า "6 ปัจจัยสำคัญ-ราคาทองคำโลก"