เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง

เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง “อ่อนเพลียเรื้อรัง” หลายคนมักมองข้าม ปล่อยทิ้งไว้อันตรายกว่าที่คิด
รายงานจากสื่อต่างประเทศ อาการอ่อนเพลียอาจเกิดจากโรคหรือความเครียดในชีวิตประจำวันได้หลายสาเหตุ แต่หากความเหนื่อยล้าดังกล่าวยืดเยื้อนานหลายเดือน โดยมักเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อ อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันประมาณ 3.3 ล้านคนที่มีภาวะนี้ และราวหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยต้องนอนติดเตียงในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจ็บป่วย
อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะพบได้ค่อนข้างมาก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังคงเป็นภาวะที่เข้าใจได้ยาก และมักถูกแพทย์มองข้าม โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า มีเพียงประมาณ 15% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) คืออะไร
กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือชื่อทางการว่า ไมอัลจิก เอนเซฟาโลไมอีไลติส (Myalgic Encephalomyelitis: ME) เป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้ารุนแรงจนกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
3 อาการเสี่ยง “อ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)”
สถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ ให้นิยามว่า ผู้ป่วยต้องมีอาการหลักอย่างน้อย 3 ข้อต่อไปนี้ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ได้แก่
1.เผชิญความเหนื่อยล้ารุนแรง และทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติก่อนป่วย
2.มีอาการไม่สบายตัวหลังการใช้แรงกายหรือแรงสมองทำกิจกรรม แม้กิจกรรมเหล่านั้นเคยทำได้โดยไม่มีปัญหา
3.แม้จะนอนหลับ แต่ก็ไม่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาด้านความคิดและความจำ หรือที่เรียกกันว่า “สมองเบลอ” รวมถึงอาการเวียนศีรษะเมื่อยืนขึ้น
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ยืนยันโรคนี้ได้โดยตรง แพทย์จึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตัดสาเหตุอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำหรือภาวะซึมเศร้า

สาเหตุอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
นพ.เจคอบ ไทเทิลบอม ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ระบุว่า ภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ เช่น ไฟโบรมัยอัลเจีย และลองโควิด โดยมีจุดร่วมคือเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งยังอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้อง
ด้าน นพ.จูเลีย โอห์ อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยดุ๊ก ระบุว่า กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรังอาจถูกกระตุ้นจากการติดเชื้อหรือความเครียดทางร่างกายรูปแบบต่าง ๆ โดยอาการและสาเหตุอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบภาวะนี้เหมือน “วิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง” ในร่างกาย เมื่อพลังงานลดต่ำลงมาก ศูนย์ควบคุมต่าง ๆ ในสมอง โดยเฉพาะไฮโปทาลามัส ซึ่งควบคุมการนอน ฮอร์โมน ความดันโลหิต และชีพจร อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สมองเบลอ และปวดทั่วร่างกาย
ปัจจัยกระตุ้นอาจรวมถึงความเครียดเรื้อรัง ภาวะขาดสารอาหาร ความผิดปกติของฮอร์โมน ปัญหาการนอนหลับ รวมถึงการติดเชื้อบางชนิด เช่น โควิด-19 และโรคโมโนนิวคลีโอซิส
นอกจากนี้ การกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะและคอ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็วหลังคลอด ก็อาจเป็นชนวนได้เช่นกัน
แม้ยังไม่มีการตรวจเลือดที่ใช้วินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างเป็นมาตรฐาน แต่ นพ.โอห์ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยของเธอได้พัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ชื่อ BioMapAI ซึ่งสามารถระบุภาวะนี้ได้อย่างแม่นยำจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระ เลือด และผลตรวจพื้นฐานอื่น ๆ โดยงานวิจัยเบื้องต้นเผยแพร่ในวารสาร Nature Medicine เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ในด้านการรักษา ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายังไม่มีวิธีใดที่ได้ผลกับผู้ป่วยทุกราย แนะนำให้ผู้ป่วยทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับอาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุด ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม การบำบัด และการใช้ยา
ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ หรือกระทบต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
ที่มา : เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง