ทองคำโลกทำนิวไฮ 4,486 ดอลลาร์  เงินบาทแข็งทำทองไทยยังไม่ทะลุสูงสุดเดิม

YLG เผยระยะสั้นราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น จากดอลลาร์อ่อน–เฟดจ่อลดดอกเบี้ย–แรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลก ดันทองโลกทำนิวไฮต่อเนื่อง แต่ทองไทยถูกกดดันจากเงินบาทแข็ง พร้อมเตือนสัญญาณทางเทคนิคขี้ทองเข้าสู่ภาวะ Overbought แนะตั้งจุดตัดขาดทุน และทยอยเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำในประเทศประจำวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ณ เวลา 14.00 น. สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่ 8 โดยราคาทองคำแท่ง 96.5 ยังเท่ากับระดับราคาเปิดตลาดเช้านี้ ซึ่งปรับขึ้นบาทละ 900 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้ (22 ธ.ค.)

โดยราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่บาทละ 65,850 บาท ขายออกที่ 65,950.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 64,536.12 บาท และขายออกที่ 66,750 บาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 4,477.50 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

น.ส.เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ YLG เปิดเผยว่าราคาทองคำในตลาดโลก (ณ เวลา 11.30 น.) อยู่ที่ประมาณ 4,486 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ โดยเป็นจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ขณะที่ทองคำในประเทศยังไม่สามารถทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 67,400 บาท/บาททองคำได้

โดย น.ส.เบญจมา กล่าวว่าทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกยังเป็นขาขึ้นในระยะสั้นที่ชัดเจน หลังจากราคามีการวิ่งทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เดิม ที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ อย่างไรก็ตามสัญญาณทางเทคนิคบ่งชี้ว่าราคาเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงอาจเกิดการพักตัวระยะสั้นในช่วง 2 สัปดาห์นี้

แต่อย่างไรก็ดีมีโอกาสที่ทองในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นไปทดสอบ ต้านแรกที่ 4,507 และ 4,535 ดอลลาร์ หากผ่านได้มีโอกาสไปถึง 4,577 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,420 และ 4,400 ดอลลาร์ โดยมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 4,349 ดอลลาร์

ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5 โอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีนี้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นตัวฉุดรั้ง โดยล่าสุดอยู่ที่ 31.16 บาท/ดอลลาร์ โดยเป้าหมายระยะสั้น 2 สัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ ให้แนวต้านอยู่ที่ 66,600 และ 67,000 บาท/บาททองคำ หากทะลุได้เป้าถัดไปคือ 67,600 บาท ส่วนแนวรับอยู่ที่ 65,300 – 65,000 บาท

อย่างไรก็ดีในขณะที่ราคาทองคำโลกพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ แต่สถานการณ์ดังกล่าวกลับส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 31.16 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยนี้จึงกลายเป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้ราคาทองในประเทศไม่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าที่ควร ซึ่งเปรียบเทียบกับสถิติเดิมราคาทองคำแท่งในไทยมีสถิติสูงสุดเดิมอยู่ที่ 67,400 บาท แต่ปัจจุบันราคายังเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 66,050 บาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าสถิติเดิม

“การที่ทองไทยจะพุ่งทะลุสถิติเดิมตามทองโลกอาจเป็นไปได้ลำบาก เนื่องจากปัจจัยหลักที่หนุนราคาทองโลกในตอนนี้คือการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อไป แต่ทั้งนี้หากราคาทองโลกสามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ 4,507 และ 4,535 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ไปได้ และเงินบาทยังไม่แข็งค่าหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ทองไทยจึงจะมีโอกาสขยับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ประมาณ 67,600 บาท แต่หากเงินบาทหลุดระดับ 31 บาท อาจมีโอกาสแข็งค่าต่อไปได้ถึงระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะยิ่งกดดันราคาทองในประเทศมากขึ้น”

น.ส.บญจมา กล่าวและว่าสำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำในตลาดโลกยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อ มาจากทั้งปัจจัยทางเทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย

1.ปัจจัยทางเทคนิคและการทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่งผลให้เกิดโมเมนตัมในระยะสั้น และมี แรงซื้อตามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

2.การอ่อนค่าของดอลลาร์และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 2569 อีกประมาณ 2 ครั้ง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่เกินคาด

ประกอบกับอิทธิพลจากค่าเงินเยน ซึ่งทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณ แทรกแซงค่าเงินเยน ทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่า ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงและหนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น อีกทั้งตลาดมีความกังวลเรื่องที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพยายามแทรกแซงการทำงานของเฟด และมีแนวโน้มจะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ที่ สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีหน้า

3. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยทองคำยังคงได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ที่ลากยาวมานานหลายสัปดาห์ รวมถึงความไม่แน่นอนในเส้นทางสันติภาพของยูเครน-รัสเซีย ซึ่งอาจทำให้การหยุดยิงเกิดขึ้นได้ยากขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำ

4.แรงซื้อจากสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกลางทั่วโลก ที่ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ แม้ปริมาณการซื้อในปีนี้อาจไม่แตะ 1,000 ตันเหมือนปีก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำทั่วโลกอย่างชัดเจน โดยในปีนี้มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 750 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่

5.แรงหนุนจากโลหะเงิน ได้พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่เช่นกัน ซึ่งโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในโลหะมีค่าชนิดอื่นได้กลายเป็นแรงผลักดันทางจิตวิทยา ที่ช่วยส่งเสริมให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี น.ส.เบญจมา กล่าวว่าสำหรับแนวโน้มราคาทองคำในปี 256 YLG ยังคงเป้าหมายในระดับเดิมที่ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ คำนวณเป็นราคาทองไทยด้วยค่าเงินบาทปัจจุบัน จะอยู่ที่ประมาณ 73,000 บาท เนื่องจากวัฏจักรของราคาทองคำยังไม่จบ หากราคาที่พักตัวลงมาถือเป็นการพักเพื่อขึ้นต่อ

“สถานการณ์ความตึงเครียดในเวเนซุเอลาถือเป็นปัจจัยขาจร แม้จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนราคาในระยะยาว ในขณะที่ปัจจัยหลักที่ยังคงหนุนราคาทองคำในปีหน้า ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้าของเฟด ความกังวลเรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพยายามแทรกแซงการทำงานของเฟด หรือการเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ที่สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน รวมถึงธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ และแรงซื้อจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง”

สำหรับคำแนะนำสำหรับนักลงทุน น.ส.เบญจมา กล่าวว่าในช่วงปลายปีที่ตลาดเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ปริมาณการซื้อขายจะเบาบางลง ซึ่งอาจทำให้ราคามีความผันผวนมากกว่าปกติ สำหรับนักลงทุนที่ถือทองอยู่มากควรระวังการไล่ราคาเนื่องจากภาวะ Overbought และควรกำหนดจุด Stop Loss อย่างเคร่งครัด ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าซื้อแนะนำให้รอจังหวะราคาพักตัว

 

ที่มา : ทองคำโลกทำนิวไฮ 4,486 ดอลลาร์  เงินบาทแข็ง ทำทองไทยยังไม่ทะลุสูงสุดเดิม

502
วันที่ 23 ธันวาคม 2568