กว่าจะได้ ระบบเตือนภัยผ่านทีวี EWS

ปีนี้ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติรอบทิศทุกรูปแบบ เร่งเตือนภัยผ่านมือถือจนใช้การได้ ขณะที่ระบบเตือนภัยรุ่นดั้งเดิมอย่าง EWS ผ่านระบบทีวี ที่ตัดสัญญาณเข้าช่องฉุกเฉินทันที ถึงประชาชน 9.8ล้านครัวเรือน เพิ่งได้รับอนุมัติให้เริ่มใช้

ตั้งแต่ต้นปีเราเผชิญเหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ จนถึงภัยสงคราม ระบบแจ้งเตือนผ่านมือถือ Cell Broadcast สามารถนำมาใช้งานได้อย่างโดดเด่น แต่ลูปของการแจ้งเตือนภัยพิบัติยังคงไม่ครบถ้วน เนื่องจากยังต้องมีการสร้าง “เนื้อหา” และแจ้งเหตุอย่างเหมาะสมแก่พื้นที่และเพทภัยที่หลากหลาย

หรือที่เรียกว่า Emergency Warning System (EWS) ที่โดยทั่วไป จะเป็นการสร้าง “ระบบกลาง” หรือตัดสัญญาณเผยแพร่เนื้อหาเข้าสู่การรายงานเหตุภัยพิบัติที่เชื่อมโยงทุกส่วนของการสื่อสาร ทั้งวิทยุ-โทรทัศน์ และฐานข้อมูลจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้มารวมกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติตั้งแต่เหตุการณ์เล็กน้อยจนไปถึงภาวะวิกฤต ระบบจะส่งสัญญาณเตือนภัยได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้อง และตอบสนองได้ทันที

ผู้ที่ขับเคลื่อนส่วนงานนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งสืบทราบว่ามีการตั้งแผนและดำเนินการมากว่า 1 ปีแล้ว และยังอยู่ในระดับการทดสอบและทดลอง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า ระบบ EWS เป็นการแจ้งเตือนเสริมและช่วยลดช่องว่างของระบบ Cell Broadcast โดยอาศัยจุดแข็งด้านพื้นที่การให้บริการและการเข้าถึงของประชาชนที่อาจไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่รองรับ หากขณะนั้นประชาชนกำลังรับชมรายการโทรทัศน์อยู่ก็จะรับทราบการแจ้งเตือนเหตุได้อย่างรวดเร็ว แล้วไปติดตามข้อมูลได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น หากระบบสามารถเปิดใช้ได้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนได้เร็วขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 ททบ. ได้มีการทดสอบระบบ EWS ทั้งสิ้น 3 ครั้ง 1.การทดสอบในระบบปิดระหว่างการประชุมคณะทำงาน EWS เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 2.การทดสอบในระบบปิดภายในงานแถลงข่าวการทดสอบ EWS เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 3.การทดสอบในระบบเปิดบนโครงข่ายดิจิทัลทีวีที่ใช้งานจริงของ ททบ. ในพื้นที่ จ.พะเยา และ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00.00 – 01.00 น. ผลการทดสอบทั้ง 3 ครั้งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ซึ่งหากมีการอนุมัติงบประมาณก็จะต้องรอเวลาในการติดตั้ง ทดสอบ และใช้งานทั่วประเทศอีกไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน

ซึ่งีระยะเวลาดำเนินการที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ที่ ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติครบสูตร แต่ไม่มีเนื้อหา “กลาง” ที่สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารจากทุกส่วนได้

แต่ก็นับว่าน่ายินดี ในการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งสุดท้ายของปี 2568 เมื่อ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในที่สุด บอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบในหลักการสำหรับแนวทางการดำเนินการ และแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (MUX) ระดับชาติที่มีความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์โครงข่าย

โดยเป็นการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบ API (Application Programming Interface) และการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. รับไปดำเนินการ

หลังจากนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอรายละเอียดโครงการต่อบอร์ด กสทช. หากเห็นชอบจะส่งไปยังบอร์ด กทปส. ก่อนจะเปิดให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายฯ ที่มีความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์โครงข่าย สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 15 ล้านบาทต่อราย โดยจะนำร่องสนับสนุนผู้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายฯ ที่มีความพร้อม 2 ราย ได้แก่ ททบ. และ ไทยพีบีเอส ซึ่งให้บริการรวมทั้งสิ้น 3 โครงข่าย 15 ช่องรายการ ซึ่งคาดว่าการแจ้งเตือนภัยจะสามารถเข้าถึงประชาชนได้ 9.8 ล้านครัวเรือน


ภาพจากการทดลองทดสอบ 13 พ.ย. 2568 ที่พะเยา

 

ที่มา : กว่าจะได้ ระบบเตือนภัยผ่านทีวี EWS

163
วันที่ 25 ธันวาคม 2568