DSI จ่อเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ ให้ข้อมูล สางปม MOU สแกนม่านตา

โฆษกดีเอสไอ เผยสัปดาห์หน้าเตรียมเชิญ "อดีตรัฐมนตรี-ผู้แทนการค้าไทย" เข้าให้ข้อมูลฐานะพยาน หลังพบร่วมเฟรมลงนามโปรเจกต์สแกนม่านตา 1.2 ล้านคน พร้อมอายัดเครื่องสแกน 4 ชุดพิสูจน์จุดถ่ายโอนข้อมูล
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด ในกรุงเทพมหานคร กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (คดีพิเศษที่ 148/2568) เพื่อตรวจค้น รวบรวมพยานหลักฐานเอกสาร และพยานวัตถุ สำหรับนำใช้ขยายผลทางคดี
โดย ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดนั้น คณะพนักสอบสวนคดีพิเศษได้มีการตรวจยึดพยานเอกสารที่บ้านพักในหมู่บ้านย่านพระราม 2 และทำให้เราเจอกับเครื่องสแกนม่านตา 4 ชุดที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งมันคือความตั้งใจของเราเพื่อใช้พิสูจนว่าตัวที่เขาเก็บสแกนม่านตาของคนไทยไว้ 1.2 ล้านคน ได้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหนและถ่ายโอนไปที่ไหนบ้าง เพราะมันอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เป็นเรื่องสอบสวนคดีพิเศษที่เรายังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำพยานให้เพียงพอก่อนจะพิจารณาเรื่องฐานความผิดและผู้กระทำความผิดต่อไป

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยอีกว่า วานนี้ (7 ม.ค.) ตนได้หารือกับผู้แทนของ ก.ล.ต. ในฐานะเป็นเจ้าของกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ที่ควบคุมดูแลเรื่องธุรกิจที่มีการใช้เหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้มีการลงมติกล่าวโทษร่วมกันต่อไปว่าจะมีผู้กระทำความผิดเป็นใครบ้าง แต่ในตอนนี้ลักษณะคดีมันเกี่ยวกับเรื่องการสแกนม่านตา และประเทศไทยก็ยังไม่เคยมีกำหนดว่าการสแกนม่านตาเป็นความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ แต่ถ้ากฎหมายเทียบเคียงในเรื่องนี้ก็จะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะมีการสแกนม่านตา แต่เมื่อมีการสแกนม่านตาแล้วมีเหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอกับ ก.ล.ต. ก็จะได้พิจารณาร่วมกันถึงความผิดใน พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 คาดว่าอีกไม่นาน ภายในสัปดาห์จะมีความชัดเจน เพราะ ก.ล.ต. เองก็มองกรณีนี้เป็นกรณีใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ ก.ล.ต. ก็ได้ดำเนินการบูรณาการกับทางตำรวจไซเบอร์ไปก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่ว่าข้อมูลภายในยังพิจารณาไม่ครบถ้วน ทำให้พอดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ข้อมูลทุกอย่างก็จะได้เริ่มดำเนินการในชั้นนี้
ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยต่อว่า จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และคณะพนักงานสอบสวนมีการพูดคุยกับกรรมการบริษัทบางแห่ง ก็มีการปฏิเสธเรื่องจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการสแกนม่านตาตลอด ปฏิเสธว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูล ได้ลบข้อมูลไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่เชื่อเช่นนั้น จึงต้องมาหาพยานหลักฐานไปชั่งน้ำหนักกับคำพูดของเขา และยังพบความสัมพันธ์กับกลุ่มบริษัทและบุคคล อีกด้วย จึงทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ จึงต้องเข้าตรวจค้นในวันนี้ว่าใครคือตัวการแท้จริง แต่เราก็ยังไม่ได้พบ นาย อ. ในจุดบ้านพัก เพราะเจ้าตัวแจ้งว่าอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ได้นัดหมายสอบปากคำในฐานะพยานไว้เรียบร้อยแล้วภายในสัปดาห์หน้า โดยพนักงานสอบสวนได้กำหนดประเด็นคำถามไว้ว่าเจ้าตัวมีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะเรามีหลักฐานชัดเจนว่าเขาเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลพอสมควร เราพบได้จากทั้งเอกสารและการบัญชี
ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยด้วยว่า สำหรับที่มาที่ไปของเครื่องสแกนม่านตา พบว่าเอกสารมีการระบุบริษัทแม่ของกลุ่มดังกล่าว เป็นผู้ประสานกับบริษัทยังต่างประเทศในการนำเข้า เครื่องสแกนม่านตา และการก่อตั้งบริษัทก็เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 27 มี.ค.67 ที่มีภาพเหตุการณ์การลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีเลยว่า เครื่องสแกนม่านตาเกิดขึ้นภายหลังจากมีการเซ็น MOU เพราะต้องใช้เวลาในการสอบสวนสักระยะ ส่วนว่าจะสรุปได้เลยหรือไม่ว่ามีบริษัทใดเกี่ยวข้องกับนายเบนสมิธ หรือไม่นั้น ต้องบอกว่ามันมีหลักฐานพอสมควรจากการเข้าค้นวันนี้ที่ทำให้เจอหลักฐานบางส่วนว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์

เมื่อถามว่ามันมีรายงานข้อมูลทำนองว่าบริษัทเอกชนของสิงคโปร์ที่มาเซ็น MOU ร่วมกับกระทรวงดีอีฯ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับนายเบนสมิธ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ MOU ฉบับนี้อาจมีการชักนำมาโดยนายเบนสมิธ หรือข้าราชการไทยรายใดหรือไม่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยว่า ส่วนนี้ยังคงเป็นรายละเอียดลึกเกินไป แต่ตามทั่วไปแล้วเราเห็นในโครงสร้างผู้ถือหุ้น เห็นชัดว่ามาจากทางบริษัทสิงคโปร์เป็นฝ่ายเข้ามา และนอกจากนาย อ. แล้วก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรณีที่ปรากฏภาพของ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU วันที่ 27 มี.ค.67 เราก็ต้องเชิญทั้งคู่มาสอบปากคำพยานเช่นกัน ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันนั้นอย่างไรบ้าง
เมื่อถามว่าการให้ข้อมูลปากคำในฐานะพยานของนายประเสริฐ จันทรรวงรอง (อดีต รมว.ดีอีฯ) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีความสอดคล้องกันหรือไม่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยว่า มันก็มีข้อมูลที่สัมพันธ์กันบางส่วน และอาจคลาดเคลื่อนข้อมูลกันบ้าง เพราะมันหลายปี อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องขอเวลาไปขยายผลต่อ เพราะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็อยากให้เราวางไทม์ไลน์การดำเนินการงานในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพราะเรื่องสแกนม่านตาเป็นเรื่องความมั่นคงน่าเป็นห่วง และเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทางชีวภาพ ซึ่งคดีนี้ดีเอสไอก็บูรณาการหลายหน่วยงาน
ทั้งนี้ กรณีที่มีคนไทย 1.2 ล้านคนได้เคยสเเกนม่านตาไปแล้ว เราก็ได้ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์จากพื้นที่เป้าหมายมาตรวจสอบดูด้วยว่าจะมีข้อมูลใดหรือไม่ และเราก็อยากให้คนที่เคยสแกนม่านตาได้เข้ามาให้ข้อมูลกับเราด้วย เพราะตอนนี้คนเข้ามาให้ข้อมูลน้อยมาก จึงอยากให้ทุกคนที่เคยสแกนม่านตาได้เข้าให้ข้อมูลกับเรา แต่ ณ ตอนนี้วิธีการของการสแกนม่านตา ดีเอสไอก็พอมีเห็นภาพฟังก์ชั่นการทำงานบ้างแล้วว่ามันทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งก็สอดคล้องกับการสอบสวนที่ดำเนินการอยู่ และหากมีความคืบหน้าใด เราจะรายงานให้สังคมรับทราบต่อไป.
ที่มา : DSI จ่อเรียก 'ธรรมนัส-นฤมล' ให้ข้อมูล สางปม MOU สแกนม่านตา | เดลินิวส์