ก.ล.ต.ดันต่อ TISA ชงรัฐบาลใหม่ รื้อเกณฑ์ IPO-เป้า 3 ปี ปลุกตลาดทุนไทย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ต่อสื่อมวลชน ล่าสุด หลังจาก “พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งมาได้ 2 ปีเศษ นับจากเข้าทำงานทางการเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2566 ซึ่งขณะนั้นต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ตลาดทุนเพื่อให้เกิด “Trust & Confidence” มาถึงแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ ได้ชูแนวคิด “Building Trust, Powering Growth” สร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับการพัฒนา
ปี 68 บังคับใช้กฎหมาย 170 คดี
“พรอนงค์” กล่าวว่า การขับเคลื่อนองค์กรระยะ 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ภายใต้ “3Ts” คือ
1.Tie สิ่งที่ผ่านมา เป็นการเชื่อมโยงกับสิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้ว สิ่งที่ทำได้ดีก็เดินหน้าต่อยอด ส่วนสิ่งที่เป็นอุปสรรคต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ต้อง “รวดเร็ว รัดกุม และไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งในปี 2568 มีการบังคับใช้กฎหมายรวม 170 คดี ผู้กระทำผิด 409 ราย
2.Trends บริบทและคู่แข่ง ต้องมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบด้าน จากความท้าทายภายนอก ทั้งกระแสเทคโนโลยี ความยั่งยืน และสังคมสูงวัย โจทย์สำคัญคือการทำให้ตลาดทุนไทยยังคงสอดคล้องกับตลาดโลก และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
3.Trust เป้าหมายข้างหน้า สร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของตลาดทุน หากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ตลาดทุนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยในปีนี้จะเน้นยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นน้ำ ส่งเสริมให้มีบริษัทใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียน พร้อมยกระดับธรรมาภิบาล และรักษามาตรฐานการทำงานของ Gatekeepers ทั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้สอบบัญชี

เป้า 3 ปีตลาดทุนไทยเติบโต
สำหรับ 5 เป้าหมายหลักภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ได้มีการเพิ่มมิติ “การเติบโต” เข้าไป ได้แก่ 1.ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence) โดยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีสากล รองรับการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ ยกระดับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ให้มีความน่าสนใจ
พร้อมส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล ยกระดับธรรมาภิบาล บจ. โดยส่งเสริมบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจสอบภายในและที่ปรึกษาทางการเงิน ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน โปร่งใส
ออกเกณฑ์รองรับ Crypto ETF
2.ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (Crypto as an Asset Class) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง
“ในระยะต่อไป จะมีการจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ Crypto ETF และศึกษาความเป็นไปได้ในการออก Crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์ เพื่อให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมและคุ้มครองผู้ลงทุน”
3.ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยจะผลักดันให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นด้าน ESG ในระดับภูมิภาค สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ Green Finance และ Transition Finance รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดทุน
ดันต่อ “TISA” ลดหย่อนภาษี
4.ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) ซึ่ง ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีในระยะยาว ผ่านการผลักดัน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” ผ่านโครงการบัญชีออมลงทุนส่วนบุคคลใหม่ของไทย (TISA) การเพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และการยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ ควบคู่กับการป้องกันการหลอกลวงการลงทุน
“TISA ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่คาดว่าจะช่วยสร้างแรงซื้อและฟื้นความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทย โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมตลาดทุนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการขยายหลักการไปยังกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะได้เห็น TISA เกิดขึ้นได้ภายในปี 2569 นี้”
เร่งปรับเกณฑ์ IPO ลดขั้นตอน
“เลขาธิการ ก.ล.ต.” กล่าวด้วยว่า ก.ล.ต.รับรู้ถึงสถานการณ์ที่บริษัทไทยจำนวนหนึ่งถูกตลาดหุ้นต่างประเทศเข้ามาชักชวนให้ไปจดทะเบียน โดย ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะลดการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานกำกับ และเพิ่มน้ำหนักให้กับการเปิดเผยข้อมูลที่มีความชัดเจน ครบถ้วน และเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการ IPO ใช้เวลาน้อยลง และเพิ่มความโปร่งใสให้กับตลาดทุน
AI ปราบสแกมเมอร์-สกัดทุนเทา
5.เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) โดยจะยกระดับกระบวนการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง
“เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับตลาดทุนไทย ทั้งในด้านการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ลงทุน การลดต้นทุนของผู้ประกอบธุรกิจ และการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล”
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยอมรับว่า การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงและก่ออาชญากรรมทางการเงินมากขึ้น จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการสแกมเมอร์ โดยย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ หากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสมและรัดกุม
“เลขาธิการ ก.ล.ต.” กล่าวว่า สำหรับมาตรการสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทาและสแกมเมอร์ ก.ล.ต.ได้กำหนดบทบาทการกำกับดูแลเชิงเข้มข้นใน 2 ส่วน ได้แก่ ฝั่งผู้ระดมทุน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและความถูกต้องของการเปิดเผยข้อมูล อาศัยการทำงานเชิงรุกร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และฝั่งตัวกลาง ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ KYC (ยืนยันตัวตน) และ CDD (การตรวจสอบสถานะ) อย่างเคร่งครัด
“ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาการหลอกลงทุนอย่างรุนแรง มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 7,246 ล้านบาท ส่งผลให้ต้องเร่งยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและปราบปรามภัยกลโกงอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน”
ที่มา : ก.ล.ต.ดันต่อ TISA ชงรัฐบาลใหม่ รื้อเกณฑ์ IPO-เป้า 3 ปี ปลุกตลาดทุนไทย