‘ทรัมป์’ เขย่าสินทรัพย์โลก นักลงทุนหนีสหรัฐ ‘หุ้น-ทอง-บาท’ ป่วน

“ดร.พิพัฒน์ KKP” ชี้นโยบาย America First ของ “ทรัมป์” เขย่า “ระเบียบโลก” จุดชนวนความผันผวนสินทรัพย์ทั่วโลก “หุ้น” ป่วนหนัก “ทอง” ทะยาน “ค่าบาท” แข็งโป๊ก “ค้าเงินกรุงศรี” ชี้บาทแข็ง-ผันผวนหนักตั้งแต่ต้นปี-ไตรมาสแรก ให้กรอบความผันผวน 2 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ “ทรัมป์” ป่วนค่าเงิน-หวั่นบาทแข็งหนักถึงระดับ 28 บาท ฟาก “ฟินโนมีนา” ชี้เงินโลกหนีสหรัฐ หุ้นเอเชียเด่น AI-คอมโมดิตี้นำ ทองคำมีลุ้นแตะ 5,400 ดอลลาร์


สหรัฐยังทำโลกป่วนไม่หยุด
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกในปัจจุบัน ยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แตกต่างจากในอดีตที่ยังมี World Order ซึ่งยึดโยงกับกติกาสากล ความเชื่อในโลกาภิวัตน์ และระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ

ปัจจุบันระเบียบโลกแบบ Rule-based World Order ถูกบั่นทอนลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ลดบทบาทและความสำคัญของสถาบันพหุภาคีระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเคยเป็นกลไกหลักของระบบกติกาโลก และหันไปดำเนินนโยบายการเจรจาแบบทวิภาคี (Bilateral) บนพื้นฐานของผลประโยชน์เชิงธุรกรรมเป็นหลัก

“ทรัมป์” เดิน 5 ยุทธศาสตร์
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่ “ทรัมป์” ทำเป็นการดำเนินตาม National Security Strategy ที่ประกาศออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีกรอบใหญ่ 5 เรื่อง และในปัจจุบันดูเหมือนทรัมป์จะเล่นตามกรอบนี้ทั้งหมด คือ 1.Border Control หรือการปกป้องพรมแดนประเทศตนเอง ทั้งเรื่องผู้อพยพและยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาการค้ายาเสพติด (Drug Trafficking)


2.Western Hemisphere หรือการย้ำว่าสหรัฐต้องการรักษาอิทธิพลเหนือทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ โดยไม่ต้องการให้ประเทศอื่น เช่น รัสเซีย หรือจีน เข้ามามีบทบาท อย่างกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งเมื่อสหรัฐดำเนินปฏิบัติการกดดัน ก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องถอยออกมาในระดับหนึ่ง

3.การใช้ Economic and Industrial Supremacy การนำนโยบายเศรษฐกิจและการค้ามาเป็นเครื่องมือทางความมั่นคง ซึ่งทรัมป์มองว่า Economic Security คือ International Security 4.Reciprocal Alliances หรือการบังคับให้พันธมิตรต้องร่วมจ่าย ไม่ใช่ให้สหรัฐรับภาระเพียงฝ่ายเดียว และ 5.การแสดงแสนยานุภาพทางทหาร (Military Strength) เพื่อยืนยันศักยภาพทางทหารของสหรัฐ

ทั้งหมดนี้สะท้อนการจัดลำดับความสำคัญบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกใหม่ จากเดิมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการปกป้องพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นใน NATO หรือการตั้งฐานทัพในญี่ปุ่น ไปสู่การเน้นปกป้องขอบเขตใกล้ตัวมากขึ้น และผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประเทศพันธมิตรรับผิดชอบเอง


เศรษฐกิจภูมิภาค
“Sell America” เขย่าสินทรัพย์
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบด้านการค้าและการลงทุนจากกระแส Sell America จะทำให้เงินทุนไหลไปยังพื้นที่ที่มีการเติบโตสูง ซึ่งปัจจุบันคือเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือจีน ที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และการลงทุนของโลก อย่างไรก็ตาม กระแสดังกล่าวไม่น่าจะยืนยาว เพราะสุดท้ายเงินจะไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด

แต่สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ ทองคำ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงบ้าง แต่ยังไม่น่าถึงขั้นล่มสลาย เนื่องจากยังไม่มีสกุลเงินใดมาแทนดอลลาร์ได้อย่างแท้จริง ทั้งเยน ยูโร หรือสกุลเงินอื่น ๆ

สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามีส่วนมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์จากกระแส Sell America แต่ในระยะต่อไป หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี เงินเฟ้อไม่ลดลง และธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ในขณะที่ประเทศอื่นเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง ดอลลาร์ก็อาจกลับมาแข็งค่าได้อีก

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ หากมีการดำเนินนโยบายสุดโต่ง เช่น แทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือใช้กำลังทางทหาร ดอลลาร์อ่อนค่าแน่นอน แต่หากเป็นเพียงการขู่โดยไม่ลงมือจริง สถานการณ์ก็ยังพอประคองได้”

คำพูด “ทรัมป์” เอฟเฟ็กต์ตลาดหุ้น
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า เพียงพูดประโยคเดียวจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่พูดว่า “ผมจะไม่ส่งทหารยึด Greenland” ก็ทำให้ตลาดหุ้น Dow Jones เพิ่มจาก 48,500 เป็น 49,200 จุด หรือ +700 จุด ระหว่างวัน และเมื่อทรัมป์พูดว่า “ผมไม่ขึ้นภาษี Tariffs กับยุโรปแล้” ก็ทำให้หุ้นบวกขึ้นอีกกว่า 1,000 จุด

บาทแข็ง-ผันผวนหนักตั้งแต่ต้นปี
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า นับจากต้นปี 2569 ค่าเงินบาทผันผวนสูง โดยมีแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และราคาทองคำทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 30.89 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแล แต่ภายหลังจากทรัมป์ ผ่อนปรนการเก็บภาษีในกลุ่มยุโรป ส่งผลให้ราคาทองคำย่อลง เงินบาทก็อ่อนค่าลงบ้าง

มองไประยะข้างหน้า นโยบายภาษีทรัมป์จะยังอยู่ แต่สถานการณ์พลิกไปพลิกมาได้ โดยให้กรอบค่าเงินบาทภายในไตรมาส 1 นี้ ที่ 30.75-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างไตรมาสให้กรอบการเคลื่อนไหว 2 บาท เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งหากตลาดหันกลับมาพิจารณาเรื่องของนโยบายการเงินของเฟด ส่งผลให้ตลาดผันผวน แต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเยอะอาจจะยาก เนื่องจากเงินบาทยังเคลื่อนไหวตามราคาทองและดอลลาร์ โดยกรอบสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

หวั่นบาทแข็ง 28 บาท/ดอลลาร์
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้จะเห็นว่าความผันผวนของตลาดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ นำประเด็นนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) มาเชื่อมโยงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อย่างไรก็ดี ประเทศในกลุ่มยุโรป และประเทศอื่น ๆ เริ่มมีการต่อต้านกลับ ส่งผลให้ทรัมป์เริ่มถอย

“ความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในสหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐ จึงมีการเทขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะทุกคนที่ถือไว้เกิดความไม่เชื่อมั่น ดอลลาร์มีทิศทางทยอยอ่อนค่า”

นอกจากนี้ นโยบายการเงินเฟด มีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทรัมป์ต้องการประธานเฟดคนใหม่ในการปรับลดดอกเบี้ยไปอยู่ที่ระดับ 1% หากกรณีเฟดลดดอกเบี้ยเร็วและแรง ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าไปถึง 10% อาจจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์ จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

เงินหนีสหรัฐ-หุ้นเอเชียรับอานิสงส์
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนโลกในช่วงนี้มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากทิศทางนโยบายและท่าทีของสหรัฐ ที่ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มพิจารณากระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ในสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย โดยหากพิจารณาหุ้นเอเชียที่สามารถให้ผลตอบแทนเหนือดัชนี จะพบว่ามีอยู่ 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือหุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ที่การปรับขึ้นของหุ้น AI กระจุกตัวอยู่ในตลาดสหรัฐ เช่น Nvidia, Microsoft, Google และ Amazon

“ปีนี้ หุ้น AI ที่ปรับตัวดีในเอเชียไม่ได้เป็นกลุ่มผู้พัฒนาแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เป็นบริษัทในห่วงโซ่การผลิต เช่น SK Hynix และ Samsung ที่ผลิตหน่วยความจำ, Tokyo Electron ของญี่ปุ่นที่ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ Taiwan Semiconductor บริษัทที่ผลิตชิปให้กับ Nvidia สะท้อนให้เห็นถึงการย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐที่มีมูลค่าสูงและราคาปรับขึ้นมาแรงแล้ว มาสู่หุ้นที่ราคายังไม่แพง แต่ยังคงอยู่ในธีม AI เดียวกัน”

หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์โตแรง
กลุ่มที่สอง คือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเริ่มจากท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อเวเนซุเอลา และอิหร่าน รวมถึงประเด็นเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านพลังงานและความมั่นคง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ทั้งทองคำ เงิน แพลทินัม และแพลเลเดียม รวมถึงหุ้นกลุ่มแร่หายาก (Rare Earth)

“จากปัจจัยดังกล่าว ดัชนีหุ้นที่มีสัดส่วนหุ้น Commodity และ Material สูง จึงให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากมีหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ”

นายชยนนท์กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือท่าทีของสหรัฐว่าจะยกระดับความขัดแย้งไปสู่การใช้กำลังทางทหารจริงหรือไม่ หากสถานการณ์ลุกลาม ราคาน้ำมันและหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะหากราคาน้ำมัน WTI สามารถทะลุระดับ 65-66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

ทองคำจ่อทะยาน 5,400 เหรียญ
นายชยนนท์กล่าวอีกว่า เงินทุนที่ออกจากสหรัฐจะไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสกุลเงินสำรองอันดับสองของโลก โดยราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นไปบริเวณ 5,400 ดอลลาร์ แม้ระยะสั้นอาจมีการย่อตัวบ้าง ส่วนตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นในซัพพลายเชน AI ที่มีราคาถูกกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ

หุ้น “กลุ่มส่งออก” ลุ้นอานิสงส์
สำหรับตลาดหุ้นไทย นายชยนนท์กล่าวว่า กำลังอยู่ในช่วงรับไม้ต่อ โดยก่อนหน้านี้ดัชนีได้รับแรงพยุงจากหุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผล 7-8% ต่อปี หากไม่มีหุ้นกลุ่มดังกล่าว ตลาดอาจปรับตัวลงต่ำกว่า 1,200 จุดไปแล้ว นอกจากนี้ สถานการณ์การลงทุนโลกที่มีความผันผวนสูง การปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังช่วยเสริมโมเมนตัมเชิงบวกให้กับตลาด

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป คือกลุ่มหุ้นที่จะเข้ามารับช่วง หาก ธปท.สามารถดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป และค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า หุ้นส่งออกจะได้รับอานิสงส์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ดัชนี SET ปรับขึ้นไปในกรอบ 1,350-1,400 จุด อีกทั้งหากหลังวันที่ 8 ก.พ.นี้ โครงสร้างรัฐบาลและรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลักเป็นที่ยอมรับของนักลงทุน ก็อาจเกิดแรงหนุนจากปรากฏการณ์ Election Rally ซึ่งในอดีตมักส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่ออีก 2-3 เดือน แม้จะมีโอกาสเห็นดัชนีทะลุ 1,400 จุด แต่ยังไม่คาดหวังถึงระดับ 1,500 จุด เนื่องจากพื้นฐาน GDP ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เพียงแต่มีโอกาสฟื้นตัวจากการ Underperform มาเป็นเวลานาน

ไม่ถึงเดือนทองพุ่งแล้ว 15%
ข้อมูลจากฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ปี 2569 นับจากต้นปีมาราคาทองคำโลกทำ All Time High แล้ว 8 ครั้ง สูงสุดที่ 4,967 ดอลลาร์ ผลตอบแทนปรับขึ้นแล้ว 15% ส่วนทองแท่งในประเทศทำ All Time High แล้ว 7 ครั้ง สูงสุดที่ 73,350 บาท ผลตอบแทนปรับขึ้นแล้ว 12.9% (ณ 23 ม.ค. 69)

ที่มา : ‘ทรัมป์’ เขย่าสินทรัพย์โลก นักลงทุนหนีสหรัฐ ‘หุ้น-ทอง-บาท’ ป่วน

111
วันที่ 24 มกราคม 2569