สภาทองคำโลก ชี้ ทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ ในสกุลเงินหลักทั่วโลก นักลงทุนซื้อขายผ่านออนไลน์พุ่ง

สภาทองคำโลก ชี้ ทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ ในสกุลเงินหลักทั่วโลก นักลงทุนซื้อขายผ่านออนไลน์พุ่ง
วันที่ 29 มกราคม นายเซาไก ฟาน หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ทองคำ เริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ในสกุลเงินหลักทั่วโลก รวมถึงเงินบาทไทย และทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อย ประเทศไทย คงเห็นถึงแรงสนับสนุนจากนักลงทุนที่แข็งแกร่ง
สะท้อนถึงบทบาทของทองคำในฐานะทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและสินทรัพย์สำรองมูลค่าในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ควบคู่ไปกับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก แม้ราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นภายหลังการปรับตัวขึ้นล่าสุด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทองคำมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในปี 2569
ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนจากทั่วโลกแตะระดับสถิติใหม่ที่ 2,175 ตัน และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทองคำมีผลงานโดดเด่นและทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกที่แสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง ต่างหันมาลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้น 801 ตันตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ นักลงทุนยังหันมาซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ส่งผลให้ความต้องการทั่วโลกแตะระดับ 1,374 ตัน ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สองตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างจีน (เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) และอินเดีย (เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการโลกในกลุ่มทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน ปริมาณการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำในเกือบทุกตลาดพุ่งสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของมูลค่าการลงทุน โดยประเทศไทยมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงความต้องการสำหรับทองคำในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิ รวมทั้งสิ้น 863 ตัน แม้ว่าอุปสงค์รายปีจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันที่เคยทะลุไปในช่วงสามปีก่อนหน้า แต่การซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ และเสริมแรงให้กับภาพรวมอุปสงค์ทองคำโลก
ท่ามกลางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระดับความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกยังคงปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ตลอดทั้งปี โดยลดลง 18% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับของประเทศไทยในปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกด้วยการปรับตัวลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมของทองคำเครื่องประดับทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว
อุปทานทองคำโดยรวมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน ด้วยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3,672 ตัน ในขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาทองคำที่สูงขึ้น
นายหลุยส์ สตรีท นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่เห็นถึงระดับความต้องการทองคำและราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนต่างซื้อและถือครองทองคำในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน โดยความต้องการด้านการลงทุนโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อนักลงทุนแห่ซื้อทองคำผ่านช่องทางต่างๆ ในขณะที่ทองคำกลุ่มอื่นต่างมีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญ ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงเพียง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 67% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคแม้ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม และธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ”
“ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายในปี 2569 แรงส่งของความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งจากปีที่แล้ว ยังคงมีแนวโน้มที่จะผลักดันต่อไป เพียงช่วงเดือนแรกของปีนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนจะยังคงใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายหลุยส์ กล่าว
ที่มา : สภาทองคำโลก ชี้ ทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ ในสกุลเงินหลักทั่วโลก นักลงทุนซื้อขายผ่านออนไลน์พุ่ง