เก็บกระเป๋าเที่ยวไทย! ตามรอย “ลิซ่า” กับ 7 โลเคชันสุด Unseen ของไทย สวยสะกดสายตาโลก

สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญให้การท่องเที่ยวไทย เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดึง “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลกแห่งวง Blackpink มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์เมืองไทยให้ตราตรึงสู่สายตาชาวโลก พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศสู่ Quality Leisure Destination

โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ททท. ได้เปิดตัวลิซ่า ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาภายใต้แคมเปญ Feel All The Feelings ที่สะท้อนเสน่ห์อันหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวไทย


ทะเลบัวแดง

เริ่มต้นที่ “ทะเลบัวแดง” ตั้งอยู่ที่บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีไฮไลต์คือทุ่งบัวแดงบานเต็มพื้นที่ 25,000 ไร่ โดยสามารถนั่งเรือชมบัวได้แบบใกล้ชิดเหมือนได้ลอยอยู่กลางทะเลดอกไม้ ซึ่งสามารถถ่ายคอนเทนต์ได้ทั้งมุมกว้าง และ Close Up

อีกทั้งบรรยากาศยังปลอดโปร่ง โล่ง สงบ เหมาะกับสายพักผ่อนหย่อนใจ โดยแนะนำให้เที่ยวช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เวลา 06.00-11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ดีที่สุด เพราะดอกบัวจะบานสวยที่สุด 

และพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ประมาณ 50,000 คน ซึ่งในจำนวนทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 50% และมีเรือท่องเที่ยววิ่งบริการไม่ต่ำกว่าวันละ 100 รอบ และให้บริการมากกว่าวันละ 400 รอบ ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลังจากมีการปล่อยภาพลิซ่าคู่กับทะเลบัวแดงในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดมีมในโลกออนไลน์ และมีนักท่องเที่ยวตามรอยลิซ่าจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาต่อแถวรอซื้อตั๋วขึ้นเรือตั้งแต่ช่วงเวลา 05.00 น. 


วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

“วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” ถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานคร และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลก เช่น Lonely Planet และ TripAdvisor ใช้ภาพยอดปรางค์ริมแม่น้ำเป็นตัวแทนประเทศไทยในหลายเวที ด้วยความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และศรัทธาที่ผสานกัน 

มีไฮไลต์คือ พระปรางค์สูงกว่า 80 เมตร ตัวปรางค์สร้างจากกระเบื้องเคลือบและเศษเบญจรงค์จากจีนอย่างประณีต เมื่อกระทบแสงจะเปล่งประกายในแบบร่วมสมัย แสดงถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการค้าสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พระวิหารหลวงและองค์พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปสำคัญ พร้อมด้วยลวดลายปูนปั้นประณีตผสมศิลปะจีน-เปอร์เซีย เช่น ทหารยักษ์ หงส์ สิงห์ และลายดอกไม้จากเศษกระเบื้อง

โดยแนะนำให้เที่ยวช่วงเช้าตรู่ หรือก่อนพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะแสงทองจะสาดลงบนปรางค์

วัดพุทธบาทสุทธาวาส
วัดพุทธบาทสุทธาวาส

“วัดพุทธบาทสุทธาวาส” ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งทอง ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เดิมมีชื่อว่า วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ (วัดพระบาทปู่ผาแดง) หรืออีกชื่อที่ชาวบ้านนิยมเรียก คือ ดอยปู่ยักษ์ (ดอยพระบาทปู่ผาแดง)

ไฮไลต์คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าจารึกไว้บนแผ่นหินขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กๆ สีขาว หลายองค์ตั้งเรียงรายอยู่บนยอดเขา และยังสามารถชมทัศนียภาพของเมืองแจ้ห่มและบริเวณโดยรอบได้

โดยจะต้องนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อของชาวบ้านขึ้นไปนมัสการเจดีย์ด้านบน จากนั้นจะต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปอีกเป็นบันไดประมาณ 800 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 07.30-16.00 น.


Tea Plantation

“Tea Plantation” อย่าง ไร่ชาชุยฟง แหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงราย โดยพื้นที่แรกอยู่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 800,000 ตารางเมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร และไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม 

ส่วนพื้นที่ที่สองอยู่ในอำเภอแม่จัน ก่อนถึงบ้านเถรไทย ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่า 1.6 ตารางกิโลเมตร 

ไฮไลต์คือ การปลูกต้นชาเรียงรายไปตามเนินเขา สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบให้กับผู้มาเยือน เป็นโลเคชันสำหรับการถ่ายภาพได้อย่างสวยงาม และยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารหลากหลายเมนู เช่น สลัดทูน่า สปาเกตตีสไตล์ยูนนาน ซาลาเปาไส้ใบชา ชาเขียว ชาเย็น เค้กชาเขียว และเค้กช็อกโกแลต 

โดยเปิดทุกวันเวลา 08.00-17.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. (66) 5377 1563 หรือเยี่ยมชม chouifongtea.com


น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

“น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น” ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ขึ้นชื่อว่าสวยงามเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำตกเอราวัณ 

ไฮไลต์คือ มีต้นน้ำจากเทือกเขากะลาที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 15 กิโลเมตร ไหลลงมาเรื่อยๆ ตามชั้นของหินปูนที่ลดหลั่นไล่ระดับเหมือนขั้นบันได จำนวน 7 ชั้น แต่ละชั้นมีชื่อเรียกต่างกัน 

ชั้นที่ 4 มีชื่อว่าฉัตรแก้ว เป็นชั้นที่สวยที่สุดของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น สายน้ำที่ไหลมาตามชั้นหินที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ แผ่กว้างเป็นม่านน้ำตกที่สูงกว่า 10 เมตร ส่วนชั้นที่ 7 ชื่อว่าร่มเกล้า มีสายน้ำไหลผ่านผืนป่าลงมาที่หน้าผาหินลดระดับค่อนข้างถี่กว่าน้ำตกชั้นล่างๆ 

เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.30-17.00 น. อุทยานฯ มีบ้านพักและเต็นท์ให้บริการ ค่าธรรมเนียมอุทยาน ชาวไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 200 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 06 2325 5498, 09 2482 1564

อุทยานแห่งชาติเขาสก
อุทยานแห่งชาติเขาสก

“อุทยานแห่งชาติเขาสก” มีพื้นที่อยู่ในท้องที่อำเภอพนมและอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดของภาคใต้ เป็นดินแดนศูนย์กลางของ “ขุนเขาแห่งป่าฝน” 

ไฮไลต์คือ ความหลากหลายของระบบนิเวศ มีนกที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกแต้วแร้วอกเขียว นกแต้วแร้วลาย เป็นต้น และมีพรรณไม้หายากหลายชนิด บางชนิดเป็นพืชเฉพาะถิ่น เช่น ปาล์มหลังขาว ปาล์มพระราหู และบัวผุด

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในพื้นที่อุทยานฯ ฝั่งภูเขาและพื้นที่รอบที่ทำการอุทยานฯ เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกบางหัวแรด-น้ำตกโตนกลอย น้ำตกสิบเอ็ดชั้น น้ำตกวิ่งหิน น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกแม่ยาย เส้นทางชมบัวผุด เป็นต้น 

ฝั่งเขื่อนรัชชประภา เช่น เขาสามเกลอ (กุ้ยหลินเมืองไทย) ถ้ำปะการัง จุดชมวิวไกรสร แพนางไพร แพคลองคะ แพไกรสร และแพโตนเตย เป็นต้น ส่วนใครที่เป็นสายกางเต็นท์ ทางอุทยานสามารถเปิดให้กางได้เช่นกัน

โดยมีอัตราค่าบริการเข้าอุทยานฯ (โซนภูเขาและรอบที่ทำการอุทยานฯ) ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานฯ (โซนเขื่อนรัชชประภา) ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท

กรณีเดินทางท่องเที่ยวพื้นที่อุทยานฯ ทั้งโซนภูเขาและรอบที่ทำการอุทยานฯ โซนเขื่อนรัชชประภา ภายในวันเดียวกัน ให้ชำระค่าบริการเข้าอุทยานฯ เพียงครั้งเดียวในอัตราที่เรียกเก็บสูงสุด คือ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท (แนะนำให้นักท่องเที่ยวพกบัตรผ่านเข้าอุทยานฯ ติดตัวไว้เสมอ เพราะเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อาจเรียกตรวจ)

สอบถามรายละเอียด โทร. 0 7739 5139, 0 7739 5154-5 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


สามพันโบก

“สามพันโบก” ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ถูกเรียกว่าเป็นแกรนด์แคนยอนเมืองไทย

ไฮไลต์คือ หลุมเล็กใหญ่จำนวนมากมาย ที่เกิดจากการถูกกระแสน้ำกัดเซาะ ซึ่งแก่งหินสามพันโบกจะอยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากประมาณกลางเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม และจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน เกิดเป็นประติมากรรมธรรมชาติที่งดงามแปลกตาให้เราได้ไปเที่ยวสัมผัส

โดยมีจุดท่ายาก คือสะพานดาว สามารถถ่ายดาวได้, โบกดาว, สระมรกต, โบกหัวใจคู่, หินหัวสุนัข, ร่องแกรนด์แคนยอน, โบกมิกกี้เมาส์ และ โบกที่สามพัน หรือกล้องส่องจันทร์

วิธีการเดินทาง มีจุดขึ้นเรือที่หาดสลึง ควรถึงท่าเรือ 14.00-14.30 น. เรือนำเที่ยวเหมาลำ 500-1,000 พร้อมไกด์ รถชาวบ้านขับลงพาเที่ยว ราคาแบบเหมา 200/คัน โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวคือช่วงเช้าเวลา 06.00-08.00 น. ช่วงเย็น 16.00-18.00 น.


วนอุทยานภูลังกา

“วนอุทยานภูลังกา” ตั้งอยู่ที่ตำบลผาช้างน้อย จังหวัดพะเยา มีไฮไลต์คือ ทุ่งดอกโคลงเคลง ที่จะเบ่งบานในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม มีความสูง 1,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล

โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ดอกไม้ป่า พันธุ์ไม้หายาก เช่น ต้นชมพูภูพาน เนียมแดง เอื้องสีตาล เทียนธารา สัตฤาษี เป็นต้น สามารถศึกษาระบบนิเวศดั้งเดิมของป่าดิบเขา และต้นน้ำตามเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ มีสัตว์ป่ากว่า 100 ชนิด และทะเลหมอกที่สวยงาม 

นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจ ได้แก่ ยอดดอยภูลังกา ยอดดอยภูนม ทุ่งดอกโคลงเคลง น้ำตกภูลังกา ลานหินล้านปี หินแยงฟ้า ป่าก่อโบราณ ร่องรอยตำนานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต

และมีที่พักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์รับรองนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียด โทร. 08 1883 0307 หรือองค์การบริหารส่วนตำบลผาช้างน้อย โทร. 0 5440 1100

 

ที่มา : เก็บกระเป๋าเที่ยวไทย! ตามรอย "ลิซ่า" กับ 7 โลเคชันสุด Unseen ของไทย สวยสะกดสายตาโลก - เส้นทางเศรษฐี

638
วันที่ 29 มกราคม 2569