‘วิทัย’ ปรับบทบาท แบงก์ชาติ ‘ต้องเดือดร้อนไปกับธุรกิจ และประชาชน’

ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพมานาน ทำให้ขณะนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายทุกองค์กรต้องร่วมกัน “ลงมือทำ” เช่นเดียวกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในยุคของ “วิทัย รัตนากร” ที่ประกาศชัดเจนว่า โจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้บทบาทการทำงานของ ธปท.ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภาวะปัจจุบัน จากบทบาทการดูแลนโยบายการเงิน เสถียรภาพการเงิน ไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

“ธปท.จำเป็นต้องปรับตัว ขยายบทบาทและขอบเขตการทำงานตามบริบทเศรษฐกิจ โดยปลายทางต้องทำให้เศรษฐกิจและประชาชนดีขึ้น ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่บรรลุเป้าหมาย”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดย “มติชน” ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริง ๆ คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5-1.6% ซึ่งหากตัดช่วงโควิด-19 น่าจะเป็นช่วงโตต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา


ประเทศไทยเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายในที่ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ ไม่นับปัญหาต่อเนื่องนอกประเทศ อาทิ ภาษีทรัมป์ที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ทำให้ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริง ๆ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ ต้องลงมือทำ ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ของจีดีพี สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และไตรมาส 4/68 จะต่อเนื่องเป็น 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งรายได้ โอกาสและการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดหรือเศรษฐกิจในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปของไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก

ขณะเดียวกัน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายมากมาย เรื่องกีโยตินกฎหมายทั้งหลายพูดกันมานาน แต่ไม่เห็นทำอะไร ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง

รัฐ-เอกชนจับมือ “ลงมือทำ”
“สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำ จริง ๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลายต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ แต่แก้ได้ ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันบรรเทา” นายวิทัยกล่าว


เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปี 2569 น่าจะโต 1.5-1.6% เทียบกับปี 2568 ที่น่าจะโต 2.1-2.2% หากส่งออกดีกว่าที่คาดไว้ ปีนี้อาจโตได้ 1.6-1.7% ซึ่งปี 2568 ส่งออกไทยโต 12.7% แต่ปีนี้โตต่ำกว่า 1% หรืออาจติดลบ เพราะที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า

การใช้จ่ายภาครัฐ คือโครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้การใช้จ่ายภาครัฐยุบลงไป เนื่องจากมีเลือกตั้ง ทำให้อย่างน้อย 5-6 เดือนจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ส่วนนี้จะหายไป ขณะที่งบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มต้น 1 ตุลาคมนี้ ก็ต้องล่าช้าออกไปอีก 2-3 เดือน ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงส่งที่เหลือน้อยมาก ดันจีดีพีได้เพียง 0-0.1% ประคองเศรษฐกิจได้ต่ำมาก

ไม่นับความต่อเนื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงปีนี้ที่อาจเกิดขึ้นอีก ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ซ้ำเติมเพิ่มเข้าไปแน่นอน

อย่างไรก็ดี คาดหวังว่าปี’70 จะดีขึ้น กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นการโตของจีดีพีประมาณ 2.2-2.3% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำ ขณะที่อัตราการเติบโตเต็มศักยภาพของไทย ที่นำทรัพยากรทั้งหมดใส่เทคโนโลยี คน และเงินอย่างเต็มที่ อยู่ที่ราว 2.7% ลดลงจากในอดีตที่เคยโตได้ 3.5-5%

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จำเป็นต้องประคองด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อดันจีดีพีให้เข้าใกล้ระดับ 2.7% หรือสูงกว่านั้น ควบคู่กับการเร่งลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน

ขยายบทบาท-ปลายทางคือประชาชน
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้จีดีพีโตต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของประเทศที่ต่ำด้วย โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวกัดกร่อนการบริโภคที่หายไป คนไทยกู้เงินบริโภค ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ชาติจะเข้าไปดูมากขึ้น รวมถึงต้องปรับตัว

บทบาทของแบงก์ชาติดูแลนโยบายการเงิน เป้าหมายคือเสถียรภาพ แต่หากดูเท่านี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ทำเลย สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะกลับมากระทบกับเสถียรภาพอยู่ดี เพราะเศรษฐกิจไปไหนไม่ได้ หากทุกคนมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาทำงานไม่ดี แต่โจทย์ในอดีตต่างจากปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.จำเป็นต้องปรับตัว ขยายบทบาทและขอบเขตการทำงานตามบริบทเศรษฐกิจ โดยปลายทางต้องทำให้เศรษฐกิจและประชาชนดีขึ้น ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่บรรลุเป้าหมาย โจทย์เศรษฐกิจปัจจุบันต่างจากอดีต เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาขีดความสามารถการแข่งขัน ผลิตภาพ สังคมสูงวัย หรือทุนเทาและคอร์รัปชั่นได้

“แบงก์ชาติจึงต้องขยายบทบาทของตัวเองขึ้นมา แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อะไรที่เกี่ยวกับเรา เราจะลงมือทำ หวังว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะประคับประคองเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดแปลกจากปกติที่เคยทำ บางยุคแบงก์ชาติก็ขยายบทบาทการทำงาน เราต้องเดือดร้อนไปกับภาคธุรกิจ และประชาชน แก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

บี้แบงก์กำไรสูง-สวนเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ นายวิทัยระบุว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและทำกำไรในระดับสูง โดยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่กำไรปีละเกือบ 50,000 ล้านบาท สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจจริง ภาคธุรกิจ และประชาชนในภาพรวม เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สถาบันการเงินต้องมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ

ธปท.เตรียมหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะแก่ SMEs รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยในบางส่วน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจจริง

“โดยปกติเศรษฐกิจขึ้น ธนาคารก็ควรขึ้นไปด้วยกัน แต่เศรษฐกิจลง ธนาคารก็ควรลงไปด้วยกัน แต่กำไรของแบงก์กลับวิ่งสวนทางกับเศรษฐกิจจริง เราจึงต้องมานั่งคิดว่า จะขอให้แบงก์ช่วยกันอย่างไร”

ล่าสุด ธปท.ได้ออกโครงการเครดิตการันตี เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ไตรมาส ตั้งเป้าช่วยปล่อยสินเชื่อราว 100,000 ล้านบาท และจะดำเนินการในลักษณะหมุนเวียนหลายรอบ เพื่อให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงาน เนื่องจาก SMEs เป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของประเทศ

“ถ้าสินเชื่อยังติดลบ เศรษฐกิจจะไม่ไปไหน ไม่มีทางสร้างการจ้างงานได้ โครงการนี้ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะหมุนทำซ้ำหลายรอบ เพื่อให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวก”

คุมเทรดทองออนไลน์ 50 ล้าน
นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.เตรียมออกมาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อดูแลผลกระทบต่อค่าเงินบาท โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะขอความร่วมมือให้ร้านทองและแพลตฟอร์มซื้อขายทองออนไลน์ ส่งข้อมูลการซื้อขายให้ ธปท. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลาง พร้อมกำหนดให้ธุรกรรมเกิน 20 ล้านบาทต่อรายการ ต้องรายงานเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงกรณีซื้อทองออนไลน์แล้วถอนเป็นทองคำจริง โดยมาตรการจะประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569

ระยะที่สอง ธปท.จะกำกับและจำกัดปริมาณซื้อขายทองคำออนไลน์ที่ซื้อขายเป็นเงินบาท โดยกำหนดเพดานซื้อขาย/วัน/บุคคล ไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยให้ระยะเวลาผ่อนผันแก่ผู้ประกอบการราว 1 เดือน เพื่อปรับระบบไอที คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ 1 มี.ค. 2569

คุมถอน “เงินสด”-ปิดช่องเงินเทา
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ แม้ทางกฎหมาย ธปท.จะยังไม่มีอำนาจโดยตรง แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อมเพื่อตรวจเส้นทางเงิน

“ข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีการถอนเงินสดจำนวนมากตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงกว่า 200-250 ล้านบาท บางกรณีขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาท เพียงอย่างเดียว”

โดยหากตรวจพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ ธปท.จะดำเนินการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็จะเร่งส่งข้อมูลให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อไป

ช่วง 2-3 เดือนจากนี้ ธปท.เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้การเบิกถอนเงินสดเกินวงเงินที่กำหนด เช่น 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปสอบถามวัตถุประสงค์การใช้เงินสด รวมถึงวิเคราะห์ว่าเป็นการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจหรือสถานะของลูกค้าหรือไม่

ขณะเดียวกัน ธปท.ยังเตรียมออกเกณฑ์เกี่ยวกับ “แพตเทิร์นเงินเทา” ภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยจะจับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ เช่น ธุรกรรมมูลค่าสูง หรือมีความถี่สูงผิดปกติ

ที่มา : ‘วิทัย’ ปรับบทบาท แบงก์ชาติ ‘ต้องเดือดร้อนไปกับธุรกิจ และประชาชน’

82
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569