''กรมอุทยานฯ'' ตั้งโต๊ะแถลงปมช้างป่า ''สีดอหูพับ'' ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย ย้ำเสียใจไม่มีใครอยากให้เกิด

‘กรมอุทยานฯ’ ตั้งโต๊ะแถลงปมช้างป่า ‘สีดอหูพับ’ ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย ย้ำเสียใจไม่มีใครอยากให้เกิด ยันดำเนินการตามหลักวิชาการ ยึดความสมดุลสวัสดิภาพสัตว์-ความปลอดภัยประชาชน ดึงพนักงานสอบสวนร่วมตรวจสอบ ระงับย้ายช้างจนกว่าจะได้ข้อสรุป เผยกรมอุทยานฯ เคยย้ายช้างมาแล้ว 32 ครั้ง ไม่สำเร็จ 2 ครั้ง ‘พลายยันหว่าง-สีดอหูพับ’ เปิดสถิติปี 68 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 1.4 หมื่นครั้ง ทำร้ายคนเสียชีวิต 30 ราย บาดเจ็บ 29 ราย
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงาน ประกอบด้วย นายสุขี บุญสร้าง ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น), สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ และนายฑิฐิ สอนสา หัวหน้าชุดจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ร่วมกันแถลงชี้แจงลำดับเหตุการณ์กรณีการสูญเสียช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น

นายอรรถพล กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอยืนยันว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้ทำภายใต้หลักวิชาการ โดยเราต้องรักษาสมดุลระหว่างสวัสดิภาพของสัตว์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ หลังจากนี้ได้มีสั่งการให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญเพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต
“กระบวนการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด ตนได้ประสานพนักงานสอบสวนเข้าร่วมตรวจสอบร่างและบันทึกภาพหลักฐานทุกขั้นตอนก่อนการชันสูตรและฝังกลบ สำหรับช้างที่เหลืออีก 3 ตัว คือ พลายงาจิ๋ว พลายคุถัง และสีดอน้อย ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายไว้ชั่วคราว เพื่อรายงานอุปสรรคหน้างานให้อัยการทราบ และนำเสนอต่อศาลปกครองถึงข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงปัญหาการยอมรับของคนในพื้นที่ปลายทาง เราจะรอจนกว่าการประเมินจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ 100% จึงจะพิจารณาก้าวต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้ จะมีความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่าครับ”อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

ด้านนายณัฐวัฒน์ กล่าวถึงรายละเอียดที่มาของสถานการณ์ว่า ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2566 โดยทำร้ายราษฎรจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย จนนำไปสู่คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างดุร้ายทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งศาลมองว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งปฏิบัติการกับสีดอหูพับเป็นรายแรก
สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ กล่าวชี้แจงประเด็นการใช้ยาและผลชันสูตรว่า เรายิงยาซึมในปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักตัว 2-2.5 ตัน และความสูง 2.44 ม. ซึ่งสอดคล้องกับวัยเจริญพันธุ์ของช้างช่วงอายุ 15-20 ปี โดยมีการให้ยาซึม 4 เข็ม แต่ระหว่างการเคลื่อนย้าย ช้างมีอาการตื่นตัวผิดปกติและร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทีมสัตวแพทย์จะเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม จำนวน 1 เข็ม รวมเป็น 5 เข็ม และการกู้ชีพ (CPR) แต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม
สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ ยังกล่าวถึงความยากลำบากในการทำงานว่า การอดอาหารช้างป่า 10-15 ชั่วโมงก่อนวางยานั้นเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเราไม่สามารถเดินไปบอกช้างให้หยุดกินได้ เราจึงเสนอแนวทางใหม่คือการศึกษา ‘นาฬิกาชีวิต’ หรือช่วงเวลาที่ช้างพักผ่อนและเริ่มย่อยอาหาร (03.00-05.00 น.) เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาทองในการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงจะมีการตรวจสอบการใช้ยาและสารคัดหลั่งอย่างโปร่งใสเพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้ยาในอนาคต
ขณะที่นายฑิฐิ กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติการในภาคสนามตั้งแต่การเข้าควบคุมพื้นที่ การผูกขา และการนำช้างขึ้นรถบรรทุก ได้ดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเราดำเนินการมาแล้วในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดเคลื่อนย้ายมาแล้ว 32 ครั้ง สำหรับอายุของช้างเรายืนยันอายุอยู่ระหว่าง 15-20 ปี โดยประเมินจากมีประวัติการตกมัน ซึ่งมีภาพยืนยันจากอุทยานฯ ภูเวียง และกระบริเวณหูถ้ามีมากจะบ่งบอกว่าอายุเยอะ รวมถึงขนาดเส้นรอบวงของรอยเท้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลการให้ยาซึมเพื่อจัดการช้างป่า จำนวน 111 ครั้ง ได้แก่ 1. การจับเคลื่อนย้ายช้างป่ารบกวนประชาชนและตามคำสั่งศาล รวม 32 ครั้ง แบ่งเป็น สบอ.2 จำนวน 22 ตัว สบอ.6 จำนวน 5 ตัว พลายไข่นุ้ย จำนวน 1 ครั้ง (ตามคำสั่งศาล) พลายแท้งค์ จำนวน 1 ครั้ง (ตามคำสั่งศาล) สีดอหูพับ (ตามคำสั่งศาล) อื่นๆ จำนวน 5 ครั้ง 2.เพื่อการรักษาช้างป่าไม่น้อยกว่า 22 ครั้ง 3.เพื่อศึกษาวิจัย เช่น การติดปลอกคอ 57 ครั้ง แบ่งเป็น กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า จำนวน 6 ครั้ง (ยังไม่รวมตอนถอด) สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า จำนวน 46 ครั้ง (ยังไม่รวมตอนถอด) มหาวิทยาลัยมหิดล 5 ครั้ง (ยังไม่รวมตอนถอด) ดำเนินการไม่สำเร็จช้างป่าเสียชีวิตขณะดำเนินการ จำนวน 2 ตัว พลายยันหว่าง สีดอหูพับ

สำหรับสถิติช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ปีงบประมาณ 2568 มีช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 14,718 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน 483 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพืชผล 2,093 ครั้ง ช้างป่าทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 29 ราย เสียชีวิต 30 ราย เปรียบเทียบกับปีงบประมาณ 2567 ช้างป่าออกนอกป่าอนุรักษ์ 11,468 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน 554 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพืชผล 3,600 ครั้ง ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 34 ราย เสียชีวิต 39 ราย

ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ตามระเบียบกรมอุทยานฯ ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าจากงบกลาง ปี 2568 รวมทั้งสิ้น 706 ราย รวมเป็นเงิน 37,238,098.09 บาท แบ่งเป็น เสียชีวิต 8 ราย 4 ล้านบาท พืชพลเสียหาย 762 ราย 31.2 ล้านบาท ทรัพย์สินเสียหาย 185 ราย 2.026 ล้านบาท โดยจะจ่ายค่าเยียวยาครั้งที่ 1 รวม 70 รายเป็นเงิน 7.38 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงบประมาณพิจารณา แบ่งเป็น เสียชีวิต 6 ราย 3 ล้านบาท พืชผลเสียหาย 58 ราย 4.36 ล้านบาท ทรัพย์สินเสียหาย 6 ราย 2.43 หมื่นบาท
ที่มา : ‘กรมอุทยานฯ’ ตั้งโต๊ะแถลงปมช้างป่า ‘สีดอหูพับ’ ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย ย้ำเสียใจไม่มีใครอยากให้เกิด | เดลินิวส์