ขจัดอุปสรรค ป้องกันอัคคีภัย สวดคาถาวัฏฏกปริตร (คาถานกคุ้ม)

ตำนานบทสวดมนต์
สมัยหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในหมู่บ้านของชาวมคธ เพื่อบิณฑบาต หลังจากเสด็จกลับจากบิณฑบาตพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าขึ้น
ขณะนั้น เปลวไฟลุกลามมาอย่างน่ากลัว ในบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย พวกหนึ่งกลัวตาย จึงกล่าวว่า พวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้ จึงพากันนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟสร้างแนวกันไฟป่า
อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านกำลังพากันทำอะไร พวกเราอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้ๆ ทำไมมองข้ามพระองค์ไปได้พระองค์ผู้เป็นเลิศที่สุดในโลกเสด็จมาพร้อมกับพวกเรา เหมือนคนตาบอดไม่เห็นดวงจันทร์ ซึ่งลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นทางทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเลแต่มองไม่เห็นทะเล เหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุแต่ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฉะนั้น แต่กลับพากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟ พวกท่านไม่รู้จักอานุภาพของพระพุทธเจ้าเลย มาเกิด พวกเราจักพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมดได้รวมตัวกันไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า ขณะนั้น พระพุทธเจ้ามีภิกษุยืนแวดล้อมเป็นบริวารได้ประทับยืนอยู่ ณ มุมหนึ่ง ไฟป่าก็กำลังไหม้มาเสียงดังมาแต่ไกล
ครั้นลามมาถึงที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืนอยู่ ระยะไม่ไกลจากที่ประทับยืน ไฟก็ดับไปอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในน้ำ ฉะนั้น
พระสงฆ์ทั้งหลายพากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสดาว่า อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายน่าอัศจรรย์จริง ไฟนี้แม้จะไม่มีจิตใจ แต่ก็ไม่อาจไหม้ที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืนได้ ย่อมดับไปเหมือนเอาคบเพลิงจุ่มลงในน้ำ ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงได้ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไหม้มาถึงตรงนี้แล้วดับไป มิใช่เป็นเพราะอานุภาพของเราในบัดนี้เท่านั้น แต่เป็นเพราะกำลังแห่งสัจจะบารมีของเราในกาลก่อน จากนั้น จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า
เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นพระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดเป็นนกคุ่ม ในเวลาทำลายกระเปาะฟองไข่ออกมา มีตัวขนาดเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่
ลำดับนั้น บิดามารดาให้นกคุ่มน้อยนอนอยู่ในรัง แล้วคาบอาหารมาป้อน นกคุ่มน้อยนั้นไม่มีแม้กำลังที่จะเหยียดกางปีกโผบินออกไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังแม้จะยกเท้าเดินไปมาเพราะเพิ่งเกิดได้ไม่นาน
และสถานที่นั้น ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี มักเกิดไฟป่าเป็นประจำ
วันหนึ่ง ไฟป่ากำลังไหม้ลุกลามมาเสียงดังสนั้นหวั่นไหว หมู่นกทั้งหลายต่างพากันส่งเสียงร้องลั่นป่า พากันรีบบินหนีออกจากรังของตนด้วยความกลัวตาย แม้บิดามารดาของนกคุ่มน้อยก็กลัวตายเช่นกัน รีบบินหนีไปด้วยความเร่งรีบ โดยทิ้งลูกน้อยไว้ข้างหลัง
นกคุ่มน้อยนอนรอความตายอยู่ในรังนั้นเอง ได้แต่ชะเง้อคอมองดูไฟป่าที่กำลังไหม้ลามมา จึงคิดว่า ถ้าเรามีกำลังพอที่จะเหยียดปีกออกบินหนีไปในอากาศได้ไซร้ ป่านนี้ เราก็คงจะโบยบินไปที่อื่นซึ่งปลอดภัยแล้ว หรือถ้าเรามีกำลังพอที่จะยกเท้าเดินไปได้ไซร้ เราก็คงจะรีบเดินไปที่อื่นเสียแล้ว แต่บัดนี้ แม้บิดามารดาของเราก็กลัวตายเช่นกัน ทิ้งเราไว้แต่เพียงผู้เดียวได้พากันบินหนีไปเสียแล้ว บัดนี้ เราอยู่ตัวคนเดียว จะทำอย่างไรดีหนอ
ขณะนั้น นกคุ่มน้อย จึงน้อมนึกถึงคุณแห่งศีลและสัจจะ ในอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายและสัจจะบารมีของตนเอง ทำสัจจอธิษฐานเพื่อให้ไฟดับไป
จากนั้น นกคุ่มจึงตั้งสัจจอธิษฐานว่า "คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความบริสุทธิ์ และความเอื้ออาทรมีอยู่ในโลก ด้วยอำนาจความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัตยาธิษฐาน''
และได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย พร้อมทั้งสัจจะบารมีของตนเอง ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ว่า ''ปีกของเรามีอยู่แต่ไม่มีขนพอจะบินได้ เท้าของเราก็มีอยู่แต่ไม่แข้งแรงพอจะเดินได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว ขอให้ไฟป่าจงดับไปเสียเถิด''
พร้อมกับการทำสัตยาธิษฐานของนกคุ่ม ไฟที่กำลังลุกลามมาก็ดับลง ณ ที่ตรงนั้นอย่างน่าอัศจรรย์
เหมือนจุ่มไฟลงในน้ำ ฉะนั้น
อัตถิ โลเก สีละคุโณ เตนะ สัจเจนะ กาหามิ อาวัชซิต์วา ธัมมะพะลัง สัจจะพะละมะวัสสายะ สันติ ปักขา อะปัตตะนา มาตา ปิตา จะ นิกขันตา สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ สัจจัง โสเจยยะนุททะยา สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง สะริต์วา ปุพพะเก ชิเน สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปาทา อะวัญจะนา ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ มะหาปัชชะลิโต สิขี อุทะกัง ปัต์วา ยะถา สิชี เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ ใช้สวดภาวนาเชื่อว่าขจัดอุปสรรคความวุ่นวาย อัคคีภัย อยู่เย็นเป็นสุข ที่มา:บทสวดมนต์วัดป่ามหาชัย
แหล่งข้อมูล:https:บทความแค่สวดมนต์ก็พ้นได้ : วัฏฏกปริตร : บทสวดป้องกันไฟไหม้