ยาคุมกำเนิดบั่นทอนสุขภาพจิตผู้หญิงจริงหรือไม่

เมื่ออยู่ในวัยสาว ซาราห์ อี. ฮิลล์ ก็เหมือนกับผู้หญิงหลายคนที่กินยาคุมกำเนิดเป็นประจำ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนปลายไปจนถึงตอนย่างเข้าสู่วัยเลขสาม "เมื่อก่อนฉันกินยาคุมได้โดยไม่ต้องลังเลใจเลย"
ทว่าในปัจจุบัน ฮิลล์กลายเป็นนักวิจัยและอาจารย์ผู้สอนวิชาจิตวิทยาวิวัฒนาการ ที่มหาวิทยาลัยเทกซัสคริสเตียนของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีสายสัมพันธ์กับคริสตจักร Disciples of Christ (สาวกแห่งพระคริสต์) และหลังจากที่เข้าสู่เส้นทางอาชีพสายวิชาการ ฮิลล์ได้เลิกกินยาเม็ดคุมกำเนิดที่เธอกินติดต่อกันมานานถึง 12 ปี และได้เปลี่ยนไปใช้วิธีวางแผนครอบครัวแบบอื่น
"ทันใดนั้นชีวิตของฉันก็ดูสดใสและมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นทันที มันเหมือนกับว่าฉันเดินออกมาจากจอภาพยนตร์ขาวดำสองมิติ เข้าสู่โลกใหม่ที่เป็นสามมิติและเต็มไปด้วยสีสันละลานตา" ประสบการณ์ที่ว่านี้ทำให้ฮิลล์เริ่มศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด จนสามารถเขียนและตีพิมพ์หนังสือ "ยาคุมกำเนิดเปลี่ยนทุกสิ่งได้อย่างไร" (How the Pill Changes Everything) ในปี 2019
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสความวิตกกังวลในหมู่สตรีถึงผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผลกระทบทางอารมณ์และผลร้ายต่อสุขภาพจิต ดังจะเห็นได้จากความนิยมต่อแฮชแท็ก "เลิกคุมกำเนิด" (#quittingbirthcontrol) ที่ใช้กันแพร่หลายในวงกว้างทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ชมหลายล้านคน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการกินยาเม็ดคุมกำเนิดตกต่ำลงในหลายประเทศ
สถิติล่าสุดของการกินยาคุมกำเนิด ลดฮวบลงเป็นประวัติการณ์ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยสำนักงานสุขภาพการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศของอังกฤษ (SRH) รายงานว่าอัตราการกินยาคุมกำเนิดลดลงจาก 39% ในระหว่างปี 2020-2021 มาอยู่ที่ 27% ในระหว่างปี 2021-2022 ส่วนตัวเลขสถิติในหมู่สตรีชาวอเมริกัน ตกลงจาก 31% ในปี 2002 มาอยู่ที่ 24% ในช่วงระหว่างปี 2017-2019 ด้านแคนาดาและออสเตรเลียนั้น สถิติการกินยาคุมกำเนิดลดลงจาก 23% มาอยู่ที่ 11% ในช่วงระหว่างปี 2006-2016 และในช่วงระหว่างปี 2008-2016 ตามลำดับ
แหล่งข้อมูล:ยาคุมกำเนิดบั่นทอนสุขภาพจิตผู้หญิงจริงหรือ ? - BBC News ไทย