"พีระพันธุ์"ยันบิลค่าไฟพ.ค.อยู่ที่ 3.99 บาท รอกกพ.ประกาศ ข่าวดี!งวดสุดท้ายจะต่ำกว่านี้อีก

“พีระพันธุ์” ยันบิลค่าไฟงวดใหม่พ.ค.นี้ อยู่ที่ 3.99 บาท รอกกพ.ประกาศราคาใหม่ยกเลิกราคาเดิม 4.15 บาท ด้านประชาชนร้อนใจ จี้กกพ.เร่งประกาศให้ทันสิ้นเดือนนี้ ไม่ต้องมาหักส่วนต่างกับบิลรอบใหม่วุ่นวาย ชี้ผลิตไฟล่าสุดสัดส่วนเอกชนพุ่ง 55.66% แล้ว ขณะที่กฟผ. รัฐวิสากิจของไทยเหลือแค่ 32.06% เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ประชาชน เริ่มมีการตั้งคำถามว่า สรุปว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่มในเดือนพ.ค. – ส.ค. 68 ซึ่งอีกไม่กี่วันจะสิ้นเดือนเม.ย. ยังไม่มีการประกาศราคาค่าไฟงวดใหม่ตามกรอบที่รัฐบาลประกาศไว้ หน่วยละ 3.99 บาทออกมา จากปัจจุบันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลค่าไฟฟ้า ได้ประกาศราคาค่าไฟงวดใหม่ไว้ก่อนหน้านี้อยู่ที่หน่วยละ 4.15 บาทเท่ากับงวดปัจจุบัน จึงทำให้ประชาชนสับสนว่า สรุปค่าไฟงวดใหม่ จะต้องจ่ายเท่าไรกันแน่ แม้ที่ผ่านมากกพ.จะเคยประกาศราคาค่าไฟฟ้าใหม่เลยบิลค่าไฟเดือนที่จะลดราคาแล้วมาหักส่วนต่างกับบิลค่าไฟเดือนถัดไปก็ตาม แต่ประชาชนก็ยังต้องการให้ประกาศราคาค่าไฟใหม่ตามกรอบรัฐบาล ให้ทันเวลาตามบิลเดือนพ.ค.อยู่ดี
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ผลการหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะสามารถปรับลดค่าไฟงวดพ.ค-ส.ค. 68 จากที่กกพ.ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ที่หน่วยละ 4.15 บาท เหลือหน่วยละ 3.99 บาท และจะปรับลดลงให้ต่ำกว่าหน่วยละ 3.99 บาท ในช่วงที่เหลือของปี 68 ซึ่งจะต้องรอให้กกพ.ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และระหว่างนี้กำลังหารือร่วมกับนพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ให้กฟผ. ยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้มากขึ้นและมีความแข็งแกร่ง และขณะนี้ตนกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายที่มองว่า กฎหมายพลังงานมีการวางระบบที่ผิดพลาด จึงมีนโยบายจะสังคายนากฎหมาย และนายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุน
“ ค่าไฟประเทศไทยไม่ได้แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่เนื่องจากไทยไม่ได้ใช้ถ่านหินที่เป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่สุดในการผลิตไฟฟ้า จากเหตุผลที่ต้องการใช้เชื้อเพลิงที่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำที่สุดทำให้ค่าไฟอาจสูงกว่าบางประเทศที่ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า และการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จำนวน 5,200 เมกะวัตต์ ไม่ได้เป็นเหตุให้ไฟแพง และเป็นโครงการที่เกิดเมื่อปี 65 และมีการลงนามไปบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือไม่สามารถระงับการลงนามสัญญาที่ยังคงเหลืออีก 16 สัญญา เพราะการลงนามสัญญาไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรี เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กกพ.กำหนด การเลื่อน ชะลอ เป็นอำนาจของกกพ. ไม่มีอำนาจใดใดที่อยู่ที่ตัวรัฐมนตรี”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าล่าสุดของประเทศไทยในปี 67 ณ วันที่เกิดกำลังไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ผู้ผลิตไฟฟ้า เอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 18,973.50 เมกกะวัตต์ สัดส่วน 37.41% การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 16,261.02 เมกกะวัตต์ สัดส่วน 32.06% ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) 9,254.68 เมกกะวัตต์ สัดส่วน 18.25% ผู้ผลิตไฟฟ้าต่างประเทศ (นำเข้าและแลกเปลี่ยน) 6,234.90 เมกกะวัตต์ สัดส่วน 12.29% รวม 50,724.1 เมกกะวัตต์ ซึ่งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมการผลิตไฟฟ้าปี 43 กฟผ. มีสัดส่วนอยู่ที่ 77 %
สัดส่วนการผลิตดังกล่าว เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่กฟผ.ประกาศรับซื้อไฟฟ้า จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) เป็นครั้งแรกเริ่มตั้งแต่ปี 37 หลังจากประกาศรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) ในปี 35 เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นมองว่า การลงทุนโรงไฟฟ้า ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงต้องการให้เอกชนมาลงทุนแทน จนล่าสุดภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าพุ่งมาถึงสัดส่วน 55.66% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว ส่วนกฟผ.เหลือเพียงสัดส่วน 32.06% ขณะที่ทุกคนที่ต้องแก้ปัญหาค่าไฟแพง กฟผ.จะเป็นผู้แบกรับภาระแทนประชาชนไปก่อนทุกครั้ง ...
สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/4641615/