ชะลอแจกเงินหมื่นไม่มีกำหนด! รัฐโยกงบ 1.57 แสนล้าน สู้แรงกระแทกภาษีทรัมป์

บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอแจกเงินหมื่นเฟส 3-4 ไม่มีกำหนด กลับลำโยกเงิน 1.57 แสนล้าน รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ เดินหน้า 6 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนจีดีพีโต 0.7-1% “พิชัย” เผยเคยประมาณการแจกหมื่นทำเศรษฐกิจโต 3% แต่สถานการณ์เปลี่ยนต้องปรับการใช้เงิน กกต.เรียกผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.สอบเพิ่ม มีชื่อคนภูมิใจไทยด้วย อาทิ “นภินทร-สหายแสง-อบจ.น้ำ” ร่วมด้วย สว.เปรียบเทียบมีอีกกลุ่มจัดตั้งกันในโรงแรมแถวหน้าเมืองทองธานี เช่นนี้แล้วดีเอสไอจะพิสูจน์หรือไม่ อดีตประธาน นปช. แนะ “แม้ว” กลับไปติดตะราง แล้วทุกอย่างจะคลี่คลาย
การเมืองที่น่าสนใจ เริ่มกันที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ หลังคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นคณะกรรมการร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้หมายเรียก สว. 55 คน มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 19-21 พ.ค. 2568 วันที่ 19 พ.ค. กลุ่มแรก 22 คนเข้าชี้แจง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวว่า กกต.เตรียมออกหมายเรียกผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.เพิ่มจำนวนหนึ่ง โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย อดีตรองประธานสภา และ น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช เรื่องนี้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เดี๋ยวเขาก็คงต้องไปชี้แจง
“สหายแสง” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่อง และยังไม่ได้รับหมายเรียกคดี ฮั้ว สว. แต่หากมีหมายเรียกมาที่ตนอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมชี้แจงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้เห็นหนังสือ ทราบแต่เพียงจากข่าว ซึ่งพร้อมชี้แจงไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมปฏิบัติตามข้อกฎหมายของทุกหน่วยงาน ไม่ขอวิจารณ์ว่ามีการเมืองมาเกี่ยวหรือไม่ และเรื่องนี้ไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อพรรคภูมิใจไทย ส่วนนายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบเรื่อง หาก กกต.เรียกก็พร้อมเข้าไปให้ข้อมูล เพราะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีคนพยายามลากตนเข้าไปพัวพัน
ทั้งนี้ สว.ที่มารับทราบข้อกล่าวหา พูดในทำนองเดียวกันว่า เตรียมข้อมูลมาพร้อม มั่นใจว่าทำตามระเบียบและข้อกฎหมายที่กำหนด นายสิทธิกร ทรงยศ สว. กล่าวว่า เป็นห่วงคือการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะเป็นครั้งแรกที่ดีเอสไอมาทำงานให้กับ กกต. หากคดีนี้ได้รับการพิจารณา จะเป็นบรรทัดฐานในการทำคดีเลือกตั้งอื่น ๆ ทั้งการเลือกตั้ง สส. การเลือกตั้งท้องถิ่น ดังนั้นจึงเหมือนเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงการทำงานของ กกต.
“หากบรรทัดฐานการทำคดีครั้งนี้ผ่าน มันก็จะเป็นเช่นเดิม จึงเป็นห่วงอนาคต เพราะดีเอสไอก็เป็นกรมหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม และมีรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคการเมือง ถ้ารัฐมนตรีที่สังกัดพรรคการเมืองมาทำคดีก็เกรงว่าจะไม่เกิดความเป็นธรรม และกกต.ต้องเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ฉะนั้น จึงมีความเป็นห่วง ส่วนกระแสเรียกร้องให้ สว.ลาออกนั้น กฎหมายยังถือว่าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”
“อยากเปรียบเทียบให้รับทราบว่าการเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศที่ผ่านมา มี สว.กลุ่มหนึ่งออกข่าวอย่างเปิดเผยโดยเฉพาะก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 26 มิ.ย. มีการจัดตั้งกลุ่มอยู่ในโรงแรม ทางเข้าเมืองทองธานี ประมาณ 500 คน มีการเผยแพร่ในโซเชียลและมีเอกสารที่ไม่แน่ใจว่าเป็นโพยหรือไม่ออกมาชัดเจน และมี สว.ที่เสียผลประโยชน์ร่วมอยู่ในกลุ่มนั้น รวมถึงมี สว.อีกกลุ่มซึ่งอาจจะมีความใกล้ชิดกับอีกพรรคการเมืองหนึ่งร่วมอยู่ในขบวนการเช่นเดียวกัน ทำไมดีเอสไอจึงไม่ตั้งข้อสังเกตหรือเข้าไปพิสูจน์กลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 200 คน”
ที่รัฐสภา นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า “มองความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย เป็นความขัดแย้งที่หนัก และ “อดีตนายกฯ แม้ว” ยังมีปัญหาเรื่องการรับโทษ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต ก็เคยถูกรับโทษมามากแล้ว ขอให้นายทักษิณไปรับโทษใน รพ.ราชทัณฑ์เหมือนคนอื่นๆ คนเสื้อแดง หรือเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ติดคุกมากมาย และต้องโทษตาม ป.อาญา ม.112 และถ้านายทักษิณ ยอมรับการเข้าไปในเรือนจำเหมือนประชาชน ทุกอย่างจะคลี่คลาย จะดีทั้งต่อนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย และดีงามต่อประเทศชาติ มีอนาคตทันที”
“วันที่ 13 มิ.ย. การเมืองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายทักษิณ แต่สถานการณ์แนวโน้มไม่น่าจะดีต่อเขาเท่าไรนัก ส่วนเรื่อง ฮั้ว สว. ไม่ว่าจะเป็นสีแดงและสีน้ำเงิน ยอมรับไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่เกี่ยวกับหลักการ เพราะสะท้อนว่าหากทำเช่นนี้ได้หมายถึงการซื้อประเทศไทยไปแล้ว ได้เงิน 500 ล้านบาท สว.เป็นที่มาขององค์กรอิสระรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ อย่าสร้างวิกฤติการเมืองให้เป็นเงื่อนไขรัฐประหารรอบใหม่”
เรือดำน้ำไทยอาจฝันสลาย เพราะไม่ได้เครื่องยนต์ “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวว่า การที่เยอรมนีอยู่ในสภาสหภาพยุโรป และนาโต เขายืนยันว่า สมาชิกจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ให้กับจีน แม้ว่าจีนส่งให้กับประเทศไทย (ป้องกันความลับทางยุทโธปกรณ์) เข้าใจว่าอย่างน้อยเขาก็พยายาม ทางออกในเรื่องนี้ก็จะมี 2 ทาง คือ หากเดินหน้าต่อก็ต้องยอมรับเงื่อนไขที่จะมีปัญหาตามมา หรือยกเลิกการซื้อเรือดำน้ำ กว่า 80% ที่ทำมาก็จะสูญหายไป
มีข่าวลือว่าหากไทยยกเลิกสัญญา จะยกเรือดำน้ำให้กัมพูชา ข่าวนี้ไม่จริง อย่าไปพูดว่าจะยกให้กัมพูชา ขออย่าพยายามดึงต่างประเทศเข้ามาทำความขัดแย้ง ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหา หากเรายกเลิก 80% ที่ลงทุนไปจะไม่ได้อะไรเลย ก็ต้องคิดว่าจะแก้อย่างไร เป็นภาระหน้าที่ที่คนรุ่นเก่าในกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายทิ้งไว้ให้ตน แต่จะพยายามแก้ให้ได้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลายเดือน เม.ย. 2560 ครม.อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ รุ่น Yuan class S26T แบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับบริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co. Ltd. ซึ่งเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยวงเงินงบประมาณ 13,500 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเงินเป็นงวด 7 ปี รวมทั้งสิ้น 17 งวด สำหรับงวดแรกในปี 2560 ต้องชำระเงินจำนวน 700 ล้านบาท และระหว่างปี 2561-2566 ต้องชำระเงินเฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ สร้างท่าเรือจอดเรือดำน้ำโดยกรมช่างโยธาทหารเรือ วงเงิน 957,000,000 บาท แต่การซื้อเครื่อง MTU396 ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ายังมีปัญหาที่เยอรมันขายไม่ได้ ทำให้ไทยยังต้องตัดสินใจว่า จะเจรจาอย่างไรกับจีน
เยอรมนีขายเครื่อง MTU396 ให้ไทยใส่เรือดำน้ำจีนไม่ได้ เนื่องจากเกรงว่าถูกนำไปใช้เป็นอาวุธสงครามให้กับจีนได้ “เสี่ยจ้อน” พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ อดีต สส.ก้าวไกล เคยให้สัมภาษณ์ว่า หากไทยยอมแก้สัญญาใช้เครื่องยนต์จีน คือเครื่องยนต์ดีเซล CHD 620 ไทยจะเป็นประเทศแรกในโลก ที่จะใช้เครื่องยนต์นี้ แม้แต่ประเทศจีนเองยังไม่ได้ใช้เองเลย ต่อมา ในครั้งที่นายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม บอกว่า หากไทยไม่ได้รับเครื่องยนต์เยอรมัน มีทางเลือก คือ เปลี่ยนเป็นเรือฟริเกต และเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง หรือเอาเครื่องยนต์จีน หรือใช้เครื่องยนต์เยอรมันมือสอง
วันที่ 19 พ.ค. มีประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติทบทวนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 และ 4 วงเงินรวม 1.57 แสนล้านบาท นำเงินไปใช้ในโครงการที่จำเป็นเกี่ยวกับโครงสร้างที่จำเป็น ขอชะลอดิจิทัลวอลเล็ตไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเหมาะสมอีกครั้ง โดยคิดว่าควรจะใช้เงินให้เหมาะสม ตอนนั้น ที่คิดโครงการนี้ คิดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3% เงินเฟ้อตามกรอบเป้าหมาย แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยน ตอนนี้ต้องปรับแผนการใช้เงิน ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเงินหรือไม่มีเงิน
“สำหรับวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท จะนำไปดำเนินการ 6 โครงการ คาดว่าจะสามารถหนุนเศรษฐกิจเติบโต 0.7-1% เช่น โครงการเกี่ยวกับน้ำ ด้านคมนาคม การท่องเที่ยว ช่วยวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวโดยมีค่ากลางที่ 1.8% ซึ่งยอมรับว่า ในไตรมาส 2/68 สถานการณ์จะไม่เลวร้ายมากนัก ขณะที่ไตรมาส 3-4 จะขยายตัวต่ำ ประมาณ 1% เท่านั้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก จึงต้องทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”
“ทีมข่าวการเมือง”
ที่มา : ชะลอแจกเงินหมื่นไม่มีกำหนด! รัฐโยกงบ 1.57 แสนล้าน สู้แรงกระแทกภาษีทรัมป์ | เดลินิวส์