ระวัง "ปานสีน้ำตาล" สัญญาณโรค ''ท้าวแสนปม''

ระวัง ‘ปานสีน้ำตาล’ สัญญาณโรค ‘ท้าวแสนปม’

ปานสีน้ำตาล แม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากมีจำนวนมากหรือเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจแฝงอยู่
“ปานแต่กำเนิด” เป็นความผิดปกติของสีผิวที่พบได้ในเด็กทารกแรกเกิด หรือช่วงอายุ 1 ปีแรก โดยปานแต่กำเนิดมีหลายลักษณะ ปานบางชนิดหายไปได้เอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บางชนิดเป็นสิ่งบ่งบอกความผิดปกติภายในร่างกาย

เกร็ดความรู้จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าถึงปานชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญ และไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “ปานสีน้ำตาล (Café au lait)” เป็นหนึ่งในลักษณะผิดปกติของผิวหนังที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียง “รอยแต่กำเนิด” แต่ในทางการแพทย์ ถือว่าปานชนิดนี้บอกใบ้ถึงภาวะสุขภาพบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบจำนวนมาก ขนาดใหญ่ หรือเกิดร่วมกับความผิดปกติอื่นๆทางร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมบางชนิด อาทิ โรคท้าวแสนปม

ปานสีน้ำตาล คืออะไร

ปานสีน้ำตาล เป็นจุดหรือแถบสีบนผิวหนังที่มีสีออกน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม เหมือนกับกาแฟใส่นม จึงได้ชื่อว่า “กาแฟโอเลต์ (Café au lait)” ตามภาษาฝรั่งเศส พบได้ตั้งแต่แรกเกิดหรืออาจค่อยๆ ปรากฏในช่วงวัยเด็กตอนต้น

โดยทั่วไป ปานลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บหรือคัน และมักไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากพบมากกว่า 6 จุดขึ้นไป ขนาดใหญ่เกิน 0.5 เซนติเมตรในเด็ก หรือเกิน 1.5 เซนติเมตรในผู้ใหญ่ อาจเป็นสัญญาณของโรคทางพันธุกรรม อาทิ โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis type 1 – NF1) ที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


ลักษณะของปานสีน้ำตาล

ปานสีน้ำตาลมักมีขอบเขตชัดเจน รูปทรงกลมหรือรี ขนาดอาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตร จนถึงหลายเซนติเมตร ผิวสัมผัสเรียบ ไม่ยื่นนูน และไม่มีขนขึ้น ปานเหล่านี้อาจอยู่เดี่ยวๆ หรือหลายจุดกระจายอยู่ตามร่างกาย โดยทั่วไปจะไม่จางหายไปเองตามวัย และมีแนวโน้มขยายขนาดขึ้นเล็กน้อยเมื่อร่างกายเจริญเติบโต

ลักษณะที่ควรให้ความสนใจ

-มีจำนวนมากกว่า 6 จุด

-ขนาดใหญ่ผิดปกติ

-เกิดร่วมกับตุ่มหรือก้อนใต้ผิวหนัง

-มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับเส้นประสาท

หากพบลักษณะดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม


ข้อควรระวังของปานสีน้ำตาล

แม้ปานสีน้ำตาลส่วนใหญ่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่มีบางกรณีที่ต้องระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจพบจำนวนมากหรือมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรม เช่น

@ โรคท้าวแสนปม ซึ่งอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ก้อนใต้ผิวหนัง ปัญหาทางสมอง ความผิดปกติของกระดูก

@ McCune-Albright syndrome ปานสีน้ำตาลขนาดใหญ่ ขอบไม่เรียบ พบปานร่วมกับความผิดปกติของฮอร์โมนและกระดูก

นอกจากนี้ ยังควรระวังเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสี ขนาด หรือรูปร่างของปาน เพราะอาจบ่งชี้ถึงปัญหาทางผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งผิวหนัง แม้จะพบได้น้อย

คำแนะนำ

1.หมั่นตรวจเช็กผิวหนังเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก

2.หากพบความผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด

3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีหรือแสงแดดโดยตรงที่บริเวณปาน

วิธีการรักษาปานสีน้ำตาล

การรักษาปานสีน้ำตาลมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความต้องการด้านความสวยงาม หรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องรักษาหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

@วิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่

1.เลเซอร์ (Laser Treatment) เช่น Q-switched lasers ช่วยให้สีจางลงได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องทำหลายครั้งและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

2.การผ่าตัด (กรณีที่เกี่ยวกับเนื้องอกหรือก้อน) หากปานเกี่ยวข้องกับภาวะทางพันธุกรรม อาจต้องพิจารณาผ่าตัดร่วมกับการดูแลอื่น ๆ

ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเลือกแนวทางการรักษาเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่ผิวยังบอบบาง

ปานสีน้ำตาล แม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากมีจำนวนมาก ขนาดใหญ่ หรือเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรได้รับการตรวจสอบจากแพทย์เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจแฝงอยู่ การเข้าใจและเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพผิวอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ การรักษาในปัจจุบันมีหลายวิธีให้เลือก โดยยึดหลักความปลอดภัยและความเหมาะสมเป็นสำคัญ

 

ที่มา : ระวัง ‘ปานสีน้ำตาล’ สัญญาณโรค 'ท้าวแสนปม' | เดลินิวส์

73
วันที่ 27 พฤษภาคม 2568