ธุรกิจร้านอาหาร 6.9 แสนร้าน แข่งดุ ต้นทุนผันผวน ลงทุนใหม่ต้องระวัง คนรัดเข็มขัด งดกิน-เที่ยว

สู้ไม่ไหวต้องก็ล้ม! ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม 6.9 แสนร้าน ทั่วประเทศแข่งดุ ในวันที่ ผู้บริโภครัดเข็มขัด รายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ ต้นทุนผันผวน พฤติกรรมลูกค้าซับซ้อน แบรนด์ต่างชาติยังลุยลงทุน ขยายสาขา พบเป็นสัญชาติ “จีน” เบอร์ 1
ภาวะค่าครองชีพสูง แม้ “เงินเฟ้อ” จะกดต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ต่อปี แต่รายได้คนไทยขยับเพียง 1% ต่อปี ประกอบกับเศรษฐกิจโตช้า “กำลังซื้อ” ไม่ฟื้น ก็ทำให้หลายธุรกิจกำลังได้รับผลกระทบไปตามๆกัน
- ค่าแรงงานเฉลี่ย ปี 2567 : 15,901 บาท/เดือน
- ค่าใช้จ่ายครัวเรือน ปี 2567 : 19,319 บาท/เดือน

ภาพสะท้อนที่เห็นชัดเจน คือ การล้มหายตายจากไปของกิจการห้างร้านต่างๆในหลายอุตสาหกรรม พบ ณ สิ้นไตรมาส 1 /2568 มีการจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 10.61% รวมทั้งสิ้น 3,107 ราย
เจาะอุตสาหกรรมใหญ่ของบ้านเรา คือ ธุรกิจร้านอาหาร แม้ใน “ ทำเลทอง ย่านดัง “ ก็เริ่มขยับ ผู้ค้ารวมตัวให้ข่าวว่ากำลังจะ “จมน้ำตาย” เพราะการค้า-ขายไม่เหมือนเดิม
บนข้อมูลสำคัญที่ว่า ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทย ในปี2568 จะโตต่ำลง คาดว่ามูลค่าตลาด รวมอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท
ปัจจัยลบ ธุรกิจร้านอาหาร ปี 2568
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า มาจากหลายสาเหตุ เช่น
- แนวโน้ม การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง สร้างความเสี่ยงต่อภาวะการมี งานทำและกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม
- จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี เสี่ยงไม่เติบโต ขณะที่คนไทยเที่ยวในประเทศ แม้ยังมีทิศทางขยายตัวแต่จากปัจจัยเศรษฐกิจ ทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มระมัดระวังการใช้จ่าย
ในทางตรงกันข้ามกัน การลงทุนใหม่ในธุรกิจร้านอาหาร ยังคงเติบโต แข่งขันดุเดือดต่อเนื่อง แค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ข้อมูลของ LINE MAN Wongnai พบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี มีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 4.8% จาก ณ สิ้นปี 2567 จนคาดการณ์ ทั้งปี 2568 ร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศจะมีจำนวนมากกว่า 6.9 แสนร้าน
สิ่งที่น่าพิจารณา คือ การรุกเข้ามาขยายสาขา การลงทุนของแบรนด์ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ให้ความสนใจในการเข้ามาทำตลาดและขยายสาขาในไทยมากขึ้น
ทั้งรูปแบบ การร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทยและการซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหาร ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสแรกปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนธุรกิจร้านอาหารจากชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาท จากมูลค่าสะสม ณ สิ้นปี 2567
อันดับ 1 : จีน
อันดับ 2 : ญี่ปุ่น
อันดับ 3 : อินเดีย
อันดับ 4 : เกาหลีใต้
อันดับ 5 : ฝรั่งเศส

จากภาวะการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม นี่เองทำให้ การลงทุนใหม่อาจยังต้องระวัง เนื่องจากผู้ประกอบการมีจำนวนมาก เทรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มใหม่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลผู้ประกอบการมีการปรับโมเดลการทำธุรกิจโดยการสร้างแบรนด์ใหม่ หรือการรีแบรนด์เดิม เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางรายมีการปิดสาขาลง จากการที่ไม่สามารถแข่งขันได้
สวนทาง ร้านอาหารต้นตำรับ ที่เปิดมานานมีเอกลักษณ์และยัง สามารถรักษากระแสนิยม อีกทั้งเป็นเมนูพื้นฐานที่เข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่สูง ทำให้ร้านอาหารกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตกว่ากลุ่มอื่น
ประกอบกับร้านอาหารแนว Street Food ได้รับ ความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงการทำการตลาดผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ช่วยหนุนร้านอาหารกลุ่มนี้ ยังไปต่อได้
ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องทำมาพิจารณา
โดย “ความแปลกใหม่+ประสบการณ์+คุณภาพ+สุขภาพ+ ราคาสมเหตุสมผล” ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภคในปัจจุบัน และเทรนด์ความต้องการ ของผู้บริโภคที่ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ฉะนั้นความจงรักภักดีต่อแบรนด์จึงต่ำและเปลี่ยนแปลงตามกระแสตลอดเวลา
อ้างอิง : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ที่มา : ธุรกิจร้านอาหาร 6.9 แสนร้าน แข่งดุ ต้นทุนผันผวน ลงทุนใหม่ต้องระวัง คนรัดเข็มขัด งดกิน-เที่ยว