อย่ามองข้าม ‘ตาเหล่-ตาเข’ รักษาได้

ภาวะตาเหล่หรือตาเข เป็นความผิดปกติของดวงตา ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและการมองเห็น แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้
“ตาเหล่” หรือ “ตาเข” เป็นความผิดปกติของดวงตาที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เพียงส่งผลในแง่บุคลิกภาพ แต่ยังกระทบต่อความสามารถในการมองเห็นด่วย
สาระความรู้จาก “คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” บอกเล่าถึงอาการดังกล่าวว่า ตาเหล่ หรือ ตาเข (Strabismus) เป็นภาวะหนึ่งที่มีความสำคัญ เกิดจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อตาทั้ง 2 ข้าง ส่งผลให้ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเหล่เข้าใน (Esotropia) เหล่ออกนอก (Exotropia) เหล่ลอยขึ้นบน (Hypertropia) หรือเหล่ลอยลงล่าง (Hypotropia) ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็นภาพ 3 มิติ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันเวลา อาจส่งผลให้เกิดภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) จนสูญเสียการมองเห็นในตาข้างนั้นได้
ตาเหล่ มีกี่ชนิด
@ ตาเหล่เทียม เป็นลักษณะที่คนภายนอกมองแล้วเหมือนมีภาวะตาเหล่ แต่ความจริงแล้วไม่มีความผิดปกติในตำแหน่งของดวงตา สาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้เกิดภาพลวงตา เช่น
-สันจมูกกว้างหรือแบนในเด็กเล็ก ส่งผลให้เห็นตาขาวที่บริเวณหัวตาลดลง ทำให้ดูเหมือนมีภาวะตาเหล่เขาใน
-รูปร่างของเปลือกตาที่อาจส่งผลให้ดูเหมือนมีภาวะตาลอยขึ้น หากขอบเปลือกตาล่างอยู่ต่ำกว่าตาดำทั้ง2ข้าง ทำให้มองเห็นตาขาวได้ชัดขึ้น
@ ตาเหล่แท้ เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อตาทำงานไม่สมดุล ส่งผลให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถมองตรงในทิศทางเดียวกันได้ มีลักษณะสำคัญดังนี้
-ตาเหล่เข้าด้านใน : ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเบี่ยงเข้าด้านใน
-ตาเหล่ออกด้านนอก : ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเบี่ยงออกด้านนอก
-ตาเหล่ลอยขึ้นหรือลง : ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเบี่ยงขึ้น หรือเบี่ยงลง

@ ตาเหล่แฝง หรือ ตาเหล่แบบซ่อนเร้น (Phoria) เป็นภาวะที่การเบี่ยงเบนของดวงตาจะแสดงออกเฉพาะในช่วงที่ความสามารถในการรวมภาพของทั้ง 2 ตา สูญเสียไป เช่น เมื่อผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยล้า ป่วย หรือเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่งนานๆ
@ ตาเหล่แบบแสดงออก (Tropia) เป็นภาวะที่การเบี่ยงเบนของดวงตา จะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบพิเศษเพื่อกระตุ้นอาการ
สาเหตุของตาเหล่
1.ตาเหล่แต่กำเนิด เป็นภาวะตาเหล่ที่พบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เกิดจากกล้ามเนื้อตาแต่ละข้างทำงานไม่สมดุลกัน ส่วนใหญ่มักเป็นภาวะตาเหล่เข้าในและตาเหล่ออกนอก
2.ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา ได้แก่ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 คู่ที่ 4 และคู่ที่ 6 โดยสาเหตุนี้มักเกิดขึ้นภายหลังอายุ 6 เดือน หรือในผู้ใหญ่ ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องมองเห็นภาพซ้อน
3.ความผิดปกติด้านค่าสายตา เป็นไปได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง
4.โรคทางพันธุกรรมหรือโรคทางระบบประสาท เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม หรือโรคสมองพิการ
5.อุบัติเหตุหรือโรคทางตา เช่น ต้อกระจกในเด็ก หรือตาบอดข้างเดียว
วิธีการรักษาตาเหล่
การรักษาตาเหล่ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของภาวะ โดยแนวทางการรักษามีดังนี้
1.การใส่แว่นตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สาเหตุของภาวะตาเหล่เกิดจากการมีความสายตาผิดปกติ
2.การปิดตา 1 ข้างเพื่อรักษาภาวะตาขี้เกียจ ในกรณีที่มีภาวะตาขี้เกียจร่วมกับภาวะตาเหล่ สังเกตได้จากการที่เด็กมีตาเหล่อยู่ข้างเดียวตลอดเวลา แสดงว่าตาข้างนั้นมีภาวะตาขี้เกียจ ให้ปิดตาข้างที่ตาตรงเพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่เหล่มากขึ้น

3.การฝึกกล้ามเนื้อตา ทำได้ในบางชนิดของภาวะตาเหล่เท่านั้น
4.การผ่าตัดกล้ามเนื้อตา สำหรับผู้ที่มีภาวะรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น
ภาวะตาเหล่หรือตาเข อาจฟังดูน่ากังวล แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะทำให้ได้รับผลสำเร็จของการรักษา มีความสามารถในการรวมภาพ การเห็นภาพ 3 มิติ ไม่มีภาวะตาขี้เกียจ และลดผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะยาวได้ ทั้งนี้ การใส่ใจในสุขภาพตาและการตรวจเช็กสายตาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ที่มา : อย่ามองข้าม ‘ตาเหล่-ตาเข’ รักษาได้ | เดลินิวส์