พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า บทสวดศักดิ์สิทธิ์ครอบจักรวาล



 

 

 

พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า

 

 

รู้จักกันในชื่อ “คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย”  

 

 

 

บทสวดพระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า 

 

 

นะโมตัสสะ 3 จบ 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ

อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ”

 

 

 

 

 

 คำแปล:

 

 

ขออัญเชิญคุณแห่งพระพุทธเจ้าอันวิเศษ คุณแห่งกระแสพระนิพพานอันประเสริฐ ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญแล้ว จงเป็นมหาวิภูษิตาภรณ์ประดับด้วยมงกุฎทิพย์และเครื่องทรงแห่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิครอบคลุมข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

 

 

 

 

 

พุทธานุภาพของพระคาถา ฯ 

 

 

พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้าเป็นพระคาถาที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา มีพุทธคุณดีครบถ้วนทุกด้าน สามารถนำไปใช้ในทางกุศลได้ทุกๆ เรื่อง เรียกได้ว่าเป็นพระคาถาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ครอบจักรวาล

 

 

 

 

 

ทั้งช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย ป้องกันเภทภัยหรือภยันอันตราย อุบัติเหตุ เปลี่ยนจากหนักให้เป็นเบา จากร้ายให้กลายเป็นดี ป้องกันสิ่งไม่ดีชั่วร้าย ขับไล่เสนียดจัญไร อาถรรพ์ต่าง ๆ รวมถึงแก้เคล็ดปีชง เบญจเพส และราหู ทั้งยังช่วยเสริมดวง ช่วยให้มีความเป็นเลิศทางด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ เป็นที่รักแก่มนุษย์และเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย

 

 

 

 

 

ช่วยให้การติดต่อเจรจาราบรื่น การงานคล่องตัว ไร้ซึ่งอุปสรรค เรียกทรัพย์ให้ไหลมาเทมา กิจการการงานเจริญรุ่งเรือง และส่งเสริมเพิ่มพูนหนุนดวง สืบชะตา เพิ่มอำนาจวาสนาบารมี นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตเป็นสมาธิ สงบนิ่ง อยู่ในศีลธรรม ทำให้ชีวิตพบเจอแต่หนทางสว่าง

 

 

 

 

 

อุปเท่ห์ในการใช้พระคาถา

 

 

โบราณว่าไว้ใบหน้าเป็นศรี (ราศี) ที่สำคัญของร่างกาย

 

 

ชาวไทยเราจึงเชื่อกันว่า การล้างหน้าเป็น การชำระล้างร่างกายส่วนที่สำคัญที่สุด

 

 

บทสวดมนต์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสวดขณะทำความสะอาดใบหน้าและร่างกายในยามเช้า คือ คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า เพราะเชื่อกันว่าเป็นยอดแห่งพระคาถาด้านเมตตามหานิยม และช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย

 

 

ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล

 

 

ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้ภาวนาทุกวัน เกิดสง่าราศีเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ให้ภาวนาแล้วแผ่เมตตาให้คนทั้งปวง ใครคิดร้ายก็ต้องมีอันเป็นไป

 

 

 

 

 

ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๘ คาบ (18 ครั้ง) เป็นไปได้ดังใจนึก 

 

 

ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ คาบเป็นมหาจังงังแล

 

 

ถ้าจะให้เป็นมหาละลวยให้ภาวนา ๙ คาบ

 

 

 

 

 

ถ้าช้างม้าวัวควายสัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลาย ให้เสกหญ้าเสกของให้มันกิน กลับใจอ่อนรักเราแล ถ้าภูตพรายมันเข้าอยู่คน เสกข้าวให้มันกินออกแล

 

 

 

 

 

อนึ่งพระคาถานี้ใช้สำหรับภาวนาสักการะซึ่งพระบรมธาตุ พระพุทธปฏิมา พระเจดีย์สิ้นทั้งปวง

 

 

แต่โบราณมากำหนดเอาพระคาถานี้ใช้อัญเชิญพระบรมธาตุเสด็จโดยปาฏิหาริย์แล

 

 

 

 

 

ส่วนเคล็ดลับในการสวดคาถามงกุฏพระพุทธเจ้าให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีพื้นฐานจากจิตเป็นสำคัญ หากจิตเรามีสมาธิและตั้งมั่น คาถาก็จะยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้ไว

 

 

 

 

 

เรื่องเล่าต่างๆ ที่เกิดจากอานิสงส์ของคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า

 

 

อานิสงค์ของคาถานี้เป็น คาถาครอบจักรวาล โดยมีประวัติ ของการใช้คาถานี้มายาวนาน ส่วนใหญ่ในราชสำนัก แม้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 ท่านก็ทรงพระคาถานี้เป็นประจำมีที่ปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ ก็ครั้งที่ถูกทูตต่างประเทศนำม้าเทศตัวใหญ่แต่เป็นม้าพยศ มาท้าให้ท่านทรงพระองค์ท่านได้ใช้พระคาถานี้เสกหญ้าให้ม้ากินก่อนม้าตัวนั้นก็กลับเชื่องให้พระองค์ทรงม้า แต่โดยดี

 

 

 

 

 

เรื่องนี้ทำให้รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงสร้างพระบรมรูปทรงม้าถวายเสด็จพ่อของท่าน ได้ทรงแฝงนัยยะแห่งกฤษดาอภินิหารนี้เพื่อเทิดทูนพระคุณท่านเอาไว้ ผ่านพระบรมรูปทรงม้า ที่เรากราบสักการะกัน 

 

 

 

 

 

พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้าหรืออิติปิโสเรือนเตี้ยนี้มีอานุภาพมาก เป็นพระคาถาในตำรับพิชัยสงครามสำหรับแต่งทัพ

 

 

โดยกำหนดจิตคุ้มเหล่าทหารด้วยพระคาถานี้สายตาไปถึงไหนอานุภาพพระคาถาคุ้มครองถึงที่นั้นแล

 

 

 

 

 

 

 

 

เคล็ดลับในการสวดคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า” ให้เป็นพุทธานุสติ ขณะภาวนา 

 

 

หลักในการว่าคาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น มีพื้นฐานจาก “จิต” เป็นสำคัญ หากจิตมีสมาธิสูง ตั้งมั่นคาถาก็ยิ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นระหว่างที่ว่าคาถาให้ จับลมหายใจสบายพร้อมๆ กับการภาวนาคาถาบทนี้ 

 

 

 

 

 

พระคาถานั้น ๆ จะมีพุทธานุภาพมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้สวดเป็นสำคัญ  หากมีศีล 5  รักษาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง  และหมั่นสร้างกุศล  บุญบารมีอยู่เสมอไม่ขาดช่วง  สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับกำแพงแก้วคอยเป็นเกราะคุ้มกันเราจากสิ่งเลวร้ายทั้งหลายไป 1 ชั้นแล้ว  พอสวดมนต์หรือคาถาก็จะช่วยเสริมเป็นเกราะกำบังให้อีก 1 ชั้น  ช่วยให้รอดพ้นจากสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไปได้

 

 

 

 

 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้คาถาบทนี้โดยมีนิมิต กำกับคาถา โดยทรงพุทธนิมิต ไว้ดังนี้ โดยตั้งกำลังใจว่าเรา ขอกราบอาธารณาบารมีพระพุทธเจ้าเสด็จประทับเหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าเพื่อ ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเทอญ

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

เมื่อว่าคาถาจบ คาบที่ 1 ก็กำหนดอาราธณาพุทธนิมิตอยู่เบื้องหน้าของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตนี้เอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิอิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 2 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์หนึ่ง อยู่เบื้องขวาของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตทั้งหมดเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 3 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านหลังของศีรษะเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 4 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านซ้าย และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 5 ก็กำหนด พุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิงติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 6 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 7 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 8 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้ทั้ง 8 พระองค์เรียงวนรอบศีรษะของเรา

 

 

 

 

 

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ”

 

 

ว่าคาถาจบที่ 9 กำหนดพุทธนิมิตพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่เสด็จประทับกึ่งกลางศีรษะเป็นยอดมงกุฎเปล่งประกายพรึก ทุกๆพระองค์เป็น มงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าทั้งเก้าพระองค์บนเศียรเกล้าของเรา

 

 

 

 

 

เมื่อทำได้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าคาถานี้ทำไมจึงมีชื่อว่า คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า และ ให้ทรงมงกุฎพระพุทธเจ้านี้เอาไว้ตลอดเวลาเป็นการทรงอารมณ์ในพุทธานุสตกรรมฐาน

แหล่งข้อมูล:พระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า บทสวดศักดิ์สิทธิ์ครอบจักรวาล ที่อัญเชิญคุณแห่งพรุะพุทธเจ้าอันวิเศษ ยิ่งสวดยิ่งมงคล

 

อ่านต่อ


Total View: 54
Post Date: 06 May 2025


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้